ปล่อย ‘การบินไทย’ อิสระ ชงคลังเทขายหุ้นสู่มหาชน

ภาพประกอบข่าว
ต้องยอมรับว่าการกลับมาเทกออฟได้อีกครั้งของ “การบินไทย” ในวันนี้ ได้สร้างปรากฏการณ์หลายอย่างที่หลายฝ่ายจับตามอง นับตั้งแต่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2568 และการกลับเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อ 4 สิงหาคมที่ผ่านมา รวมถึงผลประกอบการที่ดีต่อเนื่อง มีกำไรสุทธิในไตรมาส 2/2568 ที่ผ่านมาถึง 12,143 ล้านบาท และ 21,973 ล้านบาทในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา

ภาพประกอบข่าว
มีกระแสเงินสด ณ สิ้นไตรมาส 2 มูลค่ากว่า 82,000 ล้านบาท และมีอัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงาน หรือ EBITDA margin ถึงกว่า 22% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของธุรกิจการบินโลกที่อยู่ในระดับประมาณ 8-10% และมีกระแสเงินสดตุนอยู่อีกถึงกว่า 120,000 ล้านบาท

ภาพประกอบข่าว
สำเร็จวันนี้ไม่ได้การันตีอนาคต

ภาพประกอบข่าว
แต่ “ความสำเร็จ” ที่เกิดขึ้นในวันนี้ก็ไม่ได้รับประกันว่าจะเป็นความสำเร็จที่ยั่งยืนในอนาคต เพราะแม้ว่าจะหลุดจากความเป็น “รัฐวิสาหกิจ” สู่ “เอกชน” เต็มรูปแบบ ตามระเบียบของแผนฟื้นฟูฯ แต่ด้วยโครงสร้างผู้ถือหุ้นที่ยังมี “กระทรวงการคลัง” เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในสัดส่วน 38.90% เมื่อรวมกับหน่วยงานรัฐอื่น ๆ เช่น ธนาคารออมสิน ฯลฯ รวมแล้วประมาณ 48%
สัดส่วนนี้นับว่าสูงมาก
หลายฝ่ายจึงตั้งคำถามว่า “การบินไทย” จะรักษาความสำเร็จที่เกิดขึ้นในเวลานี้ได้อีกนานแค่ไหน และเป็นห่วงว่าการบินไทยจะกลับไปอยู่ในวังวนเดิม คือถูก “การเมือง” เข้าครอบงำ และจะกลับไป “ขาดทุน” ไม่ต่างอะไรจากในอดีต
ฟื้นการบินไทยกรณีศึกษาระดับโลก
“บรรยง พงษ์พานิช” อดีตกรรมการบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) แสดงความคิดเห็นบนเวทีราชดำเนินเสวนา โดยสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย (TJA) ภายใต้หัวข้อ โจทย์ใหม่ “การบินไทย” เดินต่ออย่างไรไม่ให้ซ้ำรอย ว่ากรณีการฟื้นฟูของการบินไทยนี้ถือเป็น “World Case” หรือกรณีศึกษาระดับโลก เพราะเป็นการพลิกฟื้นกลับมาในช่วงที่ทุกคนยากลำบาก
และโจทย์สำคัญคือ จากนี้ต่อไปจะทำอย่างไรไม่ให้องค์กรวนกลับไปสู่รูปแบบเดิม
“บรรยง” อธิบายว่า แม้ว่าวันนี้การบินไทยจะไม่ได้เป็นรัฐวิสาหกิจแล้ว แต่คำถามคือจะยังมีโอกาสเป็นแบบรัฐวิสาหกิจหรือไม่ เพราะปัจจุบันกระทรวงการคลังยังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ มีอำนาจเลือกกรรมการได้ 100% เปลี่ยนใหม่ได้หมด เอาออกทั้งชุดก็ได้ หรือเอาคนของตัวเองมาบริหารทั้งชุดก็ได้อีกเช่นกัน
ตรงนี้เป็นประเด็นที่น่า “กังวล” ที่สุดที่อาจเกิดขึ้นได้ และเป็นจุด “ชี้เป็น-ชี้ตาย” ว่าการบินไทยจะสามารถรักษา Merit Based (ธรรมาภิบาล) ต่อไปแบบนี้ได้หรือไม่
และมองว่าเรื่องนี้ “สื่อ” มีบทบาทสำคัญ เพราะสุดท้ายคนที่จะปกป้อง “การบินไทย” ได้ดีที่สุดก็คือ “ประชาชน”
แนะรัฐเทขายหุ้นทั้งหมด
สำหรับกรณีของโครงสร้างที่มีกระทรวงการคลังถือหุ้นใหญ่ และยังเป็นจุดชี้เป็นชี้ตายของ “การบินไทย” ในอนาคตนั้น “บรรยง” เสนอว่ารัฐบาลโดยกระทรวงการคลังควรลดบทบาทในการบินไทยลงไปอีก ด้วยการขายหุ้นในการบินไทยออกสู่มหาชนให้หมด เหมือนรัฐบาลอังกฤษที่ไม่ถือหุ้นในบริติชแอร์เวย์สเลย แล้วให้ระบบธรรมาภิบาลของตลาดดูแล
“ประเด็นผมไม่ได้มองแค่การบินไทยเท่านั้น ยังอยากแนะนำให้รัฐขายหุ้นของบริษัทจดทะเบียนอื่น ๆ ที่ถืออยู่ออกด้วย เช่น ปตท. ธนาคารกรุงไทย บริษัทท่าอากาศยานไทย หรือ AOT ฯลฯ”
ทั้งนี้ เพื่อทำเป็นตัวอย่างให้สังคมเห็นว่า รัฐวิสาหกิจถ้าเตรียมตัวให้พร้อมเขาจะไปได้ ขณะเดียวกัน ยังจะช่วยแก้ปัญหาเสถียรภาพด้านการเงินการคลังให้รัฐบาล ได้เงินไปช่วยลดหนี้สาธารณะ รวมถึงยังส่งสัญญาณที่ดีมากให้กลไกของระบบด้วย
“วันนี้มูลค่าของรัฐวิสาหกิจรวมกันกว่า 20 ล้านล้านบาท มีรายจ่ายรวมกว่า 6 ล้านล้าน เกือบ 2 เท่าของงบประมาณแผ่นดิน แต่มีการบริหารที่ไม่มีประสิทธิภาพ”
หากรัฐบาลขายหุ้นออกให้หมด ประเด็นปัญหาที่คนเป็นห่วงก็จะหมดไป
และอธิบายว่า ที่ผ่านมาประเด็นสำคัญที่ทำให้การบินไทยฟื้นฟูได้ คือความไม่เป็น “รัฐวิสาหกิจ” รัฐวิสาหกิจต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบมากมาย ยกตัวอย่างเช่น หากจะซื้อเครื่องบินสักลำหนึ่งต้องส่งไปที่กระทรวงคมนาคม ส่งต่อไปสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งมีสิทธิท้วงติง จากนั้นก็ต้องให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติ
ใช้เวลายาวนานถึง 4 ปีกว่าจะอนุมัติให้จัดซื้อได้ บางครั้งขอซื้อรุ่นหนึ่ง แต่อนุมัติให้ซื้ออีกรุ่นก็มีให้เห็น
ดังนั้น การไม่เป็นรัฐวิสาหกิจสำคัญมาก เพราะนอกจากเรื่องกฎระเบียบแล้ว ยังมีเรื่องของ “คน” ที่ถูกส่งมาเป็นกรรมการในสัดส่วนนักการเมือง ข้าราชการ ซึ่งข้าราชการไม่เหมาะ เพราะไม่มีเวลา และขาดทักษะการบริหารธุรกิจ ขณะที่ธุรกิจการบินแข่งขันสูง
“ในส่วนของคนหรือผู้บริหาร ถ้าผู้บริหารไม่ได้เลือกมาจากความรู้ ความสามารถ ผลงาน แต่มาจากพวกพ้อง อยู่ที่ไหนก็พัง”
พร้อมย้ำว่า เรื่องของ “การบินไทย” นั้นนอกจากจะเป็น “World Case” แล้วยังพิสูจน์ให้เห็นว่าการบริหารแบบไหนที่ทำให้องค์กรเดินต่อไปได้
รับองค์กรย่ำแย่เพราะถูกล้วงลูกตกลง
สอดรับกับ “ดร.ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์” กรรมการบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และอดีตประธานคณะกรรมการผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการการบินไทยที่บอกว่า วันนี้ประเด็นที่การบินไทยไม่กลับมาเป็นรัฐวิสาหกิจไม่ค่อยมีความหมายเท่าไหร่ เพราะไม่กลับไปอีกแล้ว
ประเด็นที่น่าห่วงมาก ๆ คือ อย่ากลับไปเป็นองค์กรที่ทำงานเหมือนรัฐวิสาหกิจ
แต่หากต่อไปมี “กรรมการ” ที่ไม่มีความเหมาะสมเข้ามา ก็อาจทำให้รูปแบบการทำงานกลับไปคล้ายกับมีรัฐวิสาหกิจได้
โดยย้ำว่าในอดีตที่การบินไทยแย่และทรุด เพราะมีการแทรกแซงจากข้างนอก แต่งตั้งเอาคนที่ไม่เหมาะสมมาดำรงตำแหน่ง คนพวกนี้สุดท้ายแล้วก็มารับใช้คนที่เป็นหนี้บุญคุณ เวลามีปัญหาในการจัดซื้อจัดจ้างก็จะไปที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งมีแต่ผู้บริหารการบินไทยที่โดน
“นักการเมือง” ไม่โดน เพราะสั่งการด้วยวาจา ไม่มีหลักฐาน
“การโกงกินคอร์รัปชั่นมาจากเอาคนของตัวเองขึ้นมา และบริหารโดยคนไม่มีประสิทธิภาพ ทำให้องค์กรอ่อนแอ ตอนที่ผมเป็นประธานบอร์ดก็มีแรงกดดันจากข้างนอกมากพอสมควรในการแต่งตั้งคน และไม่ใช่แค่ระดับข้างบน เขาล้วงไปถึงข้างล่าง ระดับล่างก็โดดขึ้นมาอยู่ระดับบน ซึ่งวงจรนี้กลับคืนมาได้ถ้าไม่ได้ระวัง”
รัฐต้องใจกว้าง-เลือกบอร์ดที่ใช่
“ดร.ปิยสวัสดิ์” บอกว่า ส่วนตัวมองว่าวันนี้การบินไทยมีผู้บริหารที่แข็งมาก เป็นกลุ่มที่รักและหวงแหนการบินไทย เพราะร่วมกันสร้างกันมา แม้จะไม่ได้เป็นรัฐวิสาหกิจ แต่โครงสร้างก็คล้ายรัฐวิสาหกิจ จึงมองว่าหากรัฐไม่ขายหุ้นออกตามที่ อ.บรรยง (พงษ์พานิช) เสนอ รัฐบาลก็ต้อง “ใจกว้าง” ให้มาก ๆ
คือใจกว้างในการสรรหาคนเข้ามาเป็นกรรมการ เอาคนที่มีความรู้ ความสามารถ และเหมาะสมเข้ามาเป็นกรรมการ เพื่อให้องค์กรเติบโตต่อไปได้ในอนาคต
“การสรรหากรรมการคือหัวใจ ถ้าเราต้องการเห็นการบินไทยมีความแข็งแกร่งและเติบโตได้อย่างยั่งยืนในอนาคต” กับการทำธุรกิจที่แข่งขันสูงเข้ามา
และคนที่จะมาเป็นกรรมการก็ควรจะถามตัวเองด้วยซ้ำ ว่าเข้ามาแล้วเพิ่มมูลค่าให้บริษัทได้อย่างไร ถ้าไม่รู้แล้วเข้ามาเอาตำแหน่งเฉย ๆ อย่าเอามา การสรรหากรรมการเป็นเรื่องสำคัญ และไม่แค่การบินไทย ยังรวมถึงรัฐวิสาหกิจอื่น ๆ ด้วย หากต้องการให้องค์กรนั้นเติบโตอย่างยั่งยืน
ยัน “แข่งขันได้-ไม่เป็นรองใคร”
ด้าน “ชาย เอี่ยมศิริ” ซีอีโอการบินไทย เสริมว่า วันนี้การบินไทยมียุทธศาสตร์ที่โดดเด่น สามารถแข่งขันในตลาดได้ หากเทียบกับเมื่อก่อนวันนี้ดีขึ้นมาก ซึ่งทุกอย่างมาจากการบริหารจัดการที่ดี มีแผนยุทธศาสตร์ และเดินตามแผนฟื้นฟู
“วันนี้เราแทบไม่มีจุดอ่อน ขณะที่จุดแข็งของเราคือภูมิศาสตร์ที่ดี ตั้งอยู่ในทำเลที่ได้เปรียบผู้อื่น มีคนมีจิตใจการบริการที่ดี มียุทธศาตร์ที่ชัดเจน มีการพัฒนาโปรดักต์ที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ มีต้นทุนต่อพนักงานต่ำกว่าสายการบินอื่น และมีประสิทธิภาพการผลิตเพิ่มขึ้นกว่า 20%”
สิ่งเหล่านี้สะท้อนผ่านผลประกอบการ จากปกติไตรมาส 2-3 ทำอย่างไรก็ขาดทุน แต่ใน 2 ปีที่ผ่านมาในช่วงนี้เราไม่ขาดทุน และยังมีกำไรต่อเนื่องด้วย
พร้อมย้ำว่า ในเวทีโลกวันนี้ “การบินไทย” ไม่เป็นรองใคร เพียงแต่ขนาดยังเล็กเกินไป มีฝูงบินแค่ 78 ลำ มีมาร์เก็ตแชร์ที่สนามบินสุวรรณ 26% และมีมาร์เก็ตแชร์ทั่วประเทศเพียงแค่ 15% ยังห่างสายการบินอื่นที่ส่วนใหญ่จะมีส่วนแบ่งการตลาดที่เป็น Home Base มากกว่า 40%
ดังนั้น โจทย์ใหญ่ของการบินไทยคือ การเพิ่ม Capacity (เครื่องบิน) ตามแผนให้ได้ เพราะแค่ Margin ไม่พอ ต้องมี “กำไรต่อหน่วย” ที่ดีด้วย
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่