ชาญศิลป์ ตรีนุชกร “การบินไทยก้าวสู่ระยะเปลี่ยนแปลง-ปรับฐานสู่การเติบโตอย่างมั่นคง”

Q : มองว่าวันนี้การบินไทยก้าวเข้าสู่จุดที่อยากให้เป็นหรือยัง, Q : ในฐานะผู้นำสำคัญที่อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านของการบินไทย จากวิกฤตสู่การออกจากแผนฟื้นฟู มองว่าอะไรคือ “จุดแข็ง” ที่องค์กรต้องรักษา และอะไรคือ “จุดอ่อน” ที่องค์กรควรเร่งจัดการและแก้ไข ?, Q : มองว่าองค์กรควรวางรากฐานอย่างไร เพื่อก้าวข้ามความผันผวน อยู่รอด มีศักดิ์ศรี และเดินสู่ความมั่นคงยั่งยืนอย่างแท้จริง ?, Q : ในฐานะตัวแทนในส่วนของผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับที่ 2 มองว่าอะไรคือบทบาทสำคัญของกรรมการในระยะต่อไป และอะไรคือเหตุผลที่ทำให้ต้องมี “ชาญศิลป์” หรือคนลักษณะนี้อยู่ในบอร์ดบริหาร

ภาพประกอบข่าว

คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ

ก้าวเข้าสู่ช่วง “รอยต่อ” สำคัญอีกครั้งสำหรับองค์กร “การบินไทย” หลังจากที่ก้าวออกจากแผนฟื้นฟูกิจการอย่างเป็นทางการเมื่อ 16 มิถุนายน 2568 และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ อีกครั้งเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2568

Q : มองว่าวันนี้การบินไทยก้าวเข้าสู่จุดที่อยากให้เป็นหรือยัง, Q : ในฐานะผู้นำสำคัญที่อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านของการบินไทย จากวิกฤตสู่การออกจากแผนฟื้นฟู มองว่าอะไรคือ “จุดแข็ง” ที่องค์กรต้องรักษา และอะไรคือ “จุดอ่อน” ที่องค์กรควรเร่งจัดการและแก้ไข ?, Q : มองว่าองค์กรควรวางรากฐานอย่างไร เพื่อก้าวข้ามความผันผวน อยู่รอด มีศักดิ์ศรี และเดินสู่ความมั่นคงยั่งยืนอย่างแท้จริง ?, Q : ในฐานะตัวแทนในส่วนของผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับที่ 2 มองว่าอะไรคือบทบาทสำคัญของกรรมการในระยะต่อไป และอะไรคือเหตุผลที่ทำให้ต้องมี “ชาญศิลป์” หรือคนลักษณะนี้อยู่ในบอร์ดบริหาร

ภาพประกอบข่าว

โดยที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้น (AGM) ในวันที่ 19 ธันวาคม 2568 นี้จะมีวาระการเพิ่มจำนวนบอร์ดจาก 11 คน เป็น 15 คน และพิจารณาคัดเลือกกรรมการใหม่จาก 10 คน ให้เหลือ 8 คน ตามที่ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทได้คัดเลือกไว้เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

Q : มองว่าวันนี้การบินไทยก้าวเข้าสู่จุดที่อยากให้เป็นหรือยัง, Q : ในฐานะผู้นำสำคัญที่อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านของการบินไทย จากวิกฤตสู่การออกจากแผนฟื้นฟู มองว่าอะไรคือ “จุดแข็ง” ที่องค์กรต้องรักษา และอะไรคือ “จุดอ่อน” ที่องค์กรควรเร่งจัดการและแก้ไข ?, Q : มองว่าองค์กรควรวางรากฐานอย่างไร เพื่อก้าวข้ามความผันผวน อยู่รอด มีศักดิ์ศรี และเดินสู่ความมั่นคงยั่งยืนอย่างแท้จริง ?, Q : ในฐานะตัวแทนในส่วนของผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับที่ 2 มองว่าอะไรคือบทบาทสำคัญของกรรมการในระยะต่อไป และอะไรคือเหตุผลที่ทำให้ต้องมี “ชาญศิลป์” หรือคนลักษณะนี้อยู่ในบอร์ดบริหาร

ภาพประกอบข่าว

เรียกว่าเป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่งที่จะชี้อนาคตของ “การบินไทย” อีกครั้ง

โดยเฉพาะในประเด็นของการบริหารที่หลายฝ่ายมองว่าควรมีกรรมการที่มาจาก “ชุดเดิม” บางส่วนเข้าร่วมในกรรมการชุดใหม่ด้วย เพื่อให้การบริหารยังคงสามารถเดินต่อได้แบบไร้รอยต่อ และเป็นมืออาชีพ ช่วยกันบริหารการบินไทย

เพราะที่ผ่านมายังถูกจับตามองจากสังคมอยู่ว่า “กระทรวงการคลัง” ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่กว่า 40% (รวมองค์กรของรัฐ) จะส่งคนของตัวเองมาบริหารและคุมทั้งหมด การประชุมสามัญผู้ถือหุ้นในวันที่ 19 ธันวาคมนี้จึงเป็นที่จับตามองอย่างยิ่ง

“ประชาชาติธุรกิจ” ได้สัมภาษณ์ “ชาญศิลป์ ตรีนุชกร” กรรมการ (ที่จะต่อวาระใหม่) และอดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (DD) ผู้ทำแผนฟื้นฟู ผู้บริหารแผนฟื้นฟู บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) อดีตซีอีโอ ปตท. และเป็นหนึ่งผู้นำสำคัญที่นำพาองค์กร “การบินไทย” ผ่านพ้นวิกฤตช่วงโควิด-19 ถึงปัจจุบัน พร้อมกำหนดทิศทางการดำเนินงานที่ก้าวสู่ความยั่งยืนในอนาคต

Q : มองว่าวันนี้การบินไทยก้าวเข้าสู่จุดที่อยากให้เป็นหรือยัง, Q : ในฐานะผู้นำสำคัญที่อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านของการบินไทย จากวิกฤตสู่การออกจากแผนฟื้นฟู มองว่าอะไรคือ “จุดแข็ง” ที่องค์กรต้องรักษา และอะไรคือ “จุดอ่อน” ที่องค์กรควรเร่งจัดการและแก้ไข ?, Q : มองว่าองค์กรควรวางรากฐานอย่างไร เพื่อก้าวข้ามความผันผวน อยู่รอด มีศักดิ์ศรี และเดินสู่ความมั่นคงยั่งยืนอย่างแท้จริง ?, Q : ในฐานะตัวแทนในส่วนของผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับที่ 2 มองว่าอะไรคือบทบาทสำคัญของกรรมการในระยะต่อไป และอะไรคือเหตุผลที่ทำให้ต้องมี “ชาญศิลป์” หรือคนลักษณะนี้อยู่ในบอร์ดบริหาร

ภาพประกอบข่าว

Q : มองว่าวันนี้การบินไทยก้าวเข้าสู่จุดที่อยากให้เป็นหรือยัง

ทุกอย่างไม่ง่ายครับ ที่ผ่านมาบอร์ดบริหารใหม่ที่เข้ามาก็ทำได้ดีและลงตัวระดับหนึ่ง ถือว่าการบินไทยเตรียมการได้ดีในแง่ของ Orientation แต่ก็ไม่ง่าย เพราะมีทั้งการลงทุน การบริหาร และเป็นธุรกิจที่ต้องทำงานกัน 7 วัน 24 ชั่วโมงรอบโลก อย่างที่เรารับรู้ข้อมูลกันมา คือซัพพลายเชนในตลาดขาดแคลน ไม่ว่าจะเป็นอะไหล่เครื่องบิน การผลิตเครื่องใหม่ การซ่อมเครื่องบินซึ่งต้องใช้เวลานานขึ้น

รวมถึงสถานการณ์ในด้านภูมิรัฐศาสตร์โลก ที่ทำให้เกิดความไม่มั่นคงในโลก ก็มีผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม ทั้งในทางการบริหารต้นทุนการดำเนินงาน ปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้ส่งผลต่อธุรกิจการบินทั้งสิ้น

อย่างไรก็ตาม Key Success Factors ของการบินไทยคือ ต้องเน้นความปลอดภัยเป็นอันดับแรก สองคือความตรงต่อเวลาในการให้บริการ หรือ On-Time Performance (OTP) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสำคัญในอุตสาหกรรมการบิน รวมถึงการบริการต้องได้มาตรฐาน เป็นที่ประทับใจของลูกค้า ต้อง “ฟังเสียงแนะนำที่สร้างสรรค์จากลูกค้า”

และต้องเป็นสายการบินที่สามารถปรับตัวได้ตามสภาพแวดล้อม ซึ่งวันนี้เปลี่ยนแปลงเร็วมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสภาพอากาศ เรื่องของ Geopolitics พฤติกรรมของลูกค้าที่เปลี่ยนไปด้วยการใช้ Digital Technology

นอกจากนี้ ยังเป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยงในเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยน ทั่วโลกวันนี้มีเรื่องของการบาลานซ์ระหว่างค่าเงินดอลลาร์และค่าเงินหยวนของจีน อีกส่วนหนึ่งคือราคาน้ำมัน เพราะน้ำมันเครื่องบินยังมีความจำเป็นต้องใช้ไปอีกนาน

ขณะเดียวกัน คนที่จะลงทุนค้นพบเรื่องน้ำมันก็ลดน้อยลง อนาคตการใช้เรื่องของไฟฟ้า พลังงานสะอาด ฉะนั้น น้ำมันยังมีโอกาสสะวิงขึ้นสูงได้ ที่สำคัญน้ำมันเครื่องบินขนาดใหญ่ไม่สามารถเอาพลังงานอื่นมาทดแทนได้

อีกอย่างคือ หากมีปัญหาในบริเวณทะเลจีนใต้ หรือตะวันออกกลาง ก็จะกระทบกับธุรกิจการบินทันที หรือแม้กระทั่งเกิดสงครามเย็น หรือสงครามจริงก็กระทบเช่นกัน

เรียกว่าเป็นธุรกิจปราบเซียนมาก ทั้งความเสี่ยงสูง เปราะบาง ต้นทุนสูง การแข่งขันก็สูง และต้องใช้พนักงานจำนวนมาก

ฉะนั้น คนที่จะเข้ามาบริหารจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีความรู้ ความสามารถ ความเข้าใจ ในทางปฏิบัติที่จะลงมือทำได้จริง และเข้าใจในเรื่องต่าง ๆ ในการทำธุรกิจ อย่างน้อยต้องรู้เรื่องที่เกี่ยวข้องของธุรกิจการบินเป็นอย่างดี เช่น กฎหมายบัญชี การเงิน กฎหมายการบิน ความปลอดภัยทางการบิน การบริหารทรัพยากรบุคคล น้ำมัน เครื่องบิน และเครื่องยนต์ การบริหารเรื่องความมั่นคง ฯลฯ

และต้องสามารถบริหารผู้มีส่วนได้เสียได้ดี ทั้งนักลงทุน ผู้ถือหุ้น ผู้โดยสาร เจ้าหนี้ ฯลฯ ผมว่าการบริหารสายการบินเป็นอะไรที่ยากมาก และมีการเกิดและตายมาหลายสายการบินใน 60 ปีที่ผ่านมา

Q : ในฐานะผู้นำสำคัญที่อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านของการบินไทย จากวิกฤตสู่การออกจากแผนฟื้นฟู มองว่าอะไรคือ “จุดแข็ง” ที่องค์กรต้องรักษา และอะไรคือ “จุดอ่อน” ที่องค์กรควรเร่งจัดการและแก้ไข ?

จุดแข็งของการบินไทยไม่ได้อยู่เพียงในแบรนด์ที่แข็งแรง การตลาด เครือข่าย สิทธิการบิน สลอตการบิน จำนวนและชนิดเครื่องบิน หรือความทันสมัยของฝูงบินเท่านั้น แต่คือ “ทุนมนุษย์” และ “จิตวิญญาณแห่งการไม่ยอมแพ้” ขององค์กร พนักงานของเราแสดงให้เห็นว่า ไม่ว่าจะเผชิญกับความท้าทายใด ความรับผิดชอบ ความรู้สึกเป็นเจ้าของ และสู้ไม่ถอย เราสามารถฟื้นกลับมาได้เสมออย่างสง่างาม มีฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง ซึ่งต้องขอบคุณกระทรวงการคลัง, เจ้าหนี้, ผู้ถือหุ้นที่ช่วยเหลือกันปรับโครงสร้างหนี้ โครงสร้างทุนสำเร็จ

พนักงานคือผู้สร้าง “ประสบการณ์ความเป็นไทย” ที่ยกระดับจากการให้บริการสู่การเป็น Soft Power ด้านวัฒนธรรม ซึ่งถ่ายทอดภาพลักษณ์ของประเทศในระดับสากล นี่คือสิ่งที่เราต้องรักษาและต่อยอด

ส่วนสิ่งที่ต้องเร่งพัฒนาคือระบบธรรมาภิบาลที่ทันสมัย คล่องตัว และสอดคล้องกับโลกธุรกิจปัจจุบัน หากเราสามารถออกแบบระบบที่แข็งแกร่งร่วมทำงานกับผู้ถือหุ้น, กรรมการ, เจ้าหนี้, Regulator, คู่ค้า ที่สำคัญที่สุดเน้นลูกค้า (Customer Focus) มีทิศทางที่เหมาะสม ชัดเจน ทันสมัย และสร้างความยั่งยืนต่อเนื่องได้ การบินไทยก็จะยืนหยัดได้อย่างแท้จริงบนเวทีโลก

Q : มองว่าองค์กรควรวางรากฐานอย่างไร เพื่อก้าวข้ามความผันผวน อยู่รอด มีศักดิ์ศรี และเดินสู่ความมั่นคงยั่งยืนอย่างแท้จริง ?

ผมเชื่อว่าการบินไทยต้องสร้าง “รากฐานความยั่งยืน” ใน 3 ระดับหลัก (Triple Foundation) ไปพร้อมกัน คือ

1.Strategic Aviation Model : นิยามใหม่ของ Premium Airline แห่งชาติ โดยเราต้องชัดเจนว่าการเป็น Premium Airline จะสร้างความแตกต่างอย่างไร แข่งขันได้อย่างไร โดยยังเป็นตัวแทนประเทศได้อย่างสง่างาม

เพราะวันนี้การแข่งขันของธุรกิจสายการบินไม่ได้อยู่ที่ “ราคา” แต่คือ Identity และ Experience ที่ไม่มีใครแทนได้

2.Strong Organization Infrastructure : สร้างระบบให้แข็งแรงกว่าบุคคล โดยองค์กรต้องเดินด้วย “ระบบ” ที่ขับเคลื่อนด้วย Data-Driven Management : การตัดสินใจจากข้อมูลที่แม่นยำ ESG Standards : คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล และ Talent Development : การสร้างคนรุ่นใหม่ที่พร้อมขับเคลื่อนอนาคตขององค์กร

และ 3.Trust & Credibility Capital : ทุนแห่งความเชื่อมั่น ความยั่งยืนไม่ได้วัดจากผล “กำไร” เพียงอย่างเดียว แต่ต้องสะท้อน “ความเชื่อมั่น” จากทั้งสังคม นักลงทุน ผู้โดยสาร และคนในองค์กรเอง

เมื่อทุกคนเชื่อว่าองค์กรนี้เดินหน้าด้วยความรับผิดชอบ และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง นั่นคือเส้นชัยของความยั่งยืนอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ หัวใจสำคัญอีกประการหนึ่งคือ การสร้างองค์กรที่มี “หลายขา” คํ้ายัน ไม่ยืนอยู่บนธุรกิจการบินเพียงทางเดียว แต่ต้องต่อยอดจาก Ecosystem ของอุตสาหกรรมการบิน ได้แก่ 1.การซ่อมแซมเครื่องบิน เครื่องยนต์ (MRO) 2.ธุรกิจ Cargo Ware House) 3.ธุรกิจอาหารและบริการภาคพื้น (Catering, Ground Handling) และการต่อยอด Soft Power และ Travel Experience ของไทย

สิ่งเหล่านี้จะเป็น “โต๊ะที่มี 4 ขา ที่มั่นคงแข็งแรงหลายขา” คํ้ายันขององค์กรที่จะช่วยลดความผันผวน เสริมเสถียรภาพ และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน

ถ้าเราคิดว่าเราคือสายการบิน เราจะอยู่ในกรอบของธุรกิจการบิน แต่ถ้าเราคิดว่าเราเป็นองค์กรแห่ง logistic, Cargo, Maintenance สร้างประสบการณ์การเดินทางของคนและสินค้า และความเชื่อมต่อของประเทศ เราจะเห็นโอกาสอีกมากมายที่รออยู่

Q : ในฐานะตัวแทนในส่วนของผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับที่ 2 มองว่าอะไรคือบทบาทสำคัญของกรรมการในระยะต่อไป และอะไรคือเหตุผลที่ทำให้ต้องมี “ชาญศิลป์” หรือคนลักษณะนี้อยู่ในบอร์ดบริหาร

ผมคิดว่าสิ่งสำคัญไม่ใช่การมีใครคนหนึ่ง แต่อยู่ที่การมีคนที่เข้าใจตอนฟื้นฟูกิจการ (2563-2568) อยู่ในกรรมการ เพื่อเข้าใจความเป็นมาขององค์กรในช่วงนั้น และสนับสนุนในการวางรากฐานแห่งอนาคตอย่างมีความรับผิดชอบต่อส่วนรวม

วันนี้การบินไทยไม่ได้อยู่ในช่วง Recovery แล้ว แต่กำลังก้าวสู่ระยะ Transformation และสร้างความมั่นคง ซึ่งต้องการผู้นำที่ไม่ใช่เพียงจัดการรายวัน แต่ต้องรักษาสมดุลเชิงยุทธศาสตร์ระหว่าง Governance : ความโปร่งใส ตรวจสอบได้ Stakeholder Alignment : ความเข้าใจและสมดุลของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และ Trust & Credibility : ความเชื่อมั่นของลูกค้า, สังคม และประเทศ

เมื่อผู้ถือหุ้นเห็นสมควรเสนอชื่อผมให้ทำหน้าที่ต่อ ผมถือว่านั่นไม่ใช่เพียงแค่เกียรติ แต่คือความไว้วางใจและความรับผิดชอบที่ต้องพิทักษ์ไว้ เพราะตำแหน่งกรรมการไม่ใช่ตำแหน่งที่ถือครอง แต่คือ “พันธกิจ” ที่ต้องรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้น, เจ้าหนี้, ลูกค้า, ประเทศ, พนักงาน และอนาคตขององค์กร

หน้าที่ของกรรมการในวันนี้จึงต้องทำให้ได้อย่างน้อย 3 เรื่องสำคัญคือ 1.คุมทิศ : มองเห็นอนาคต และนำทางองค์กรให้เดินอย่างมีวิสัยทัศน์ 2.คุมระบบ : ให้การดำเนินงานโปร่งใส ตรวจสอบได้ และยั่งยืน และ 3.คุม Trust : ให้ความเชื่อมั่นขององค์กรไม่สั่นคลอน แม้อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านใด ๆ

และอยากย้ำว่า “องค์กรจะยืนได้ ไม่ได้อยู่ที่ว่าเรามีอะไร แต่อยู่ที่ว่าคนเชื่อมั่นในสิ่งที่เรามีมากแค่ไหน”

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่