‘เพอร์เฟค-ลลิล’ ไม่ลงทุนบุ่มบ่าม เน้นตุนกระสุน-รอจังหวะตลาดฟื้น

ภาพประกอบข่าว
ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากหลากหลายสถานการณ์ ไม่ว่าเศรษฐกิจ การเมือง กำลังซื้อ ที่ยังเผชิญหมอกควัน การรักษาสภาพคล่อง ลงทุนอย่างระมัดระวัง น่าจะเป็นกลยุทธ์หลักของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ในการเดินหน้าธุรกิจในปี 2569 โดยเฉพาะ “รายกลาง” ที่พละกำลังการโต้คลื่นมรสุมอาจไม่แข็งแกร่งเท่า “รายใหญ่”
“เพอร์เฟค” เบรกลงทุนใหม่

ภาพประกอบข่าว
“ศานิต อรรถญาณสกุล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) ประกาศแผนปี 2569 วางเป้ายอดขายไว้ที่ 8,000 ล้านบาท โดยไม่มีแผนการเปิดโครงการใหม่ แต่จะโฟกัสไปที่ทำเลกลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพ และขับเคลื่อนธุรกิจด้วยคุณภาพเป็นแกนหลัก พร้อมทั้งปรับโครงสร้างให้แข็งแกร่ง และรักษาสภาพคล่องผ่านการควบคุมต้นทุน ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น

ภาพประกอบข่าว
ควบคู่สร้างรายได้เพิ่มเติมจากการจำหน่ายที่ดิน มูลค่า 4,800 ล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างเจรจา ประกอบด้วย ที่ดินและอาคารใจกลางเมือง 3 แห่ง มูลค่า 3,000 ล้านบาท ได้แก่ ที่ดินถนนเจริญนคร ริมแม่น้ำเจ้าพระยา 8 ไร่ ที่ดินถนนรัชดาภิเษกห่างจากสถานีรถไฟฟ้า 500 เมตร จำนวน 3 ไร่ และอาคารสำนักงาน 6 ชั้น ริมถนนสีลม ยังมีที่ดินในทำเลที่มีการเติบโตสูงอีก 4 แปลง รวม 140 ไร่ มูลค่า 1,800 ล้านบาท ได้แก่ กรุงเทพกรีฑา 25 ไร่ รามคำแหงติดโรงเรียนนานาชาติร่วมฤดี 20 ไร่ กิ่งแก้ว 50 ไร่ และถนนหอการค้าไทย 45 ไร่

ภาพประกอบข่าว
ผุดถนน-รีดีไซน์แบบบ้านกระตุ้น
นอกจากนี้ ในไตรมาส 2 ปี 2569 บริษัทจะเปิดถนนสายใหม่เชื่อม “รามคำแหงและกรุงเทพกรีฑา” ซึ่งเป็นสองทำเลหลักสร้างยอดขายได้อย่างต่อเนื่อง โดยทำเลรามคำแหงบริษัทมีการพัฒนาโครงการมาตั้งแต่ปี 2536 จนถึงปัจจุบันรวม 3,250 ยูนิต บนเนื้อที่ 1,050 ไร่ และทำเลกรุงเทพกรีฑาอีกกว่า 1,150 ยูนิต บนเนื้อที่ 326 ไร่ การตัดถนนเชื่อมต่อสองทำเล เพื่อเพิ่มความสะดวกในการเดินทางให้ลูกบ้าน และรองรับการเปิดรถไฟฟ้าสายสีส้มช่วงศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี ภายในปี 2570
“ปีนี้เราปรับแบบบ้านครั้งใหญ่ในกลุ่มแบรนด์ ‘เพอร์เฟค เพลส’ และ ‘เพอร์เฟค พาร์ค’ รวม 15 โครงการ เป็นบ้านระดับกลาง ประยุกต์การดีไซน์มาจากบ้านระดับบน มีขยายขนาดตัวบ้าน ออกแบบฟังก์ชั่นใหม่ เชื่อมทุกพื้นที่ภายในบ้าน ยังให้ลูกค้าเลือกปรับเปลี่ยนวัสดุได้”
ไม่เพียงเท่านั้น บริษัทยังปรับรูปแบบบ้านในโครงการ “เลค เลเจ้นด์” โครงการร่วมทุนกับฮ่องกง แลนด์ ทำเลบางนา-สุวรรณภูมิ ขณะที่โครงการ “เลค ฟอเรสต์” ซึ่งร่วมทุนกับซูมิโตโม ฟอเรสทรี จะเปิดตัวทะเลสาบขนาด 20 ไร่ พร้อมสโมสรริมทะเลสาบในปี 2570 เพื่อสร้างภาพลักษณ์โดดเด่นและแตกต่าง
และปลายปี 2569 เตรียมเปิดแบบบ้านใหม่พร้อมสระว่ายน้ำส่วนตัว ในโครงการ “เบลล่า เดล มอนเต้ เขาใหญ่” จำนวน 5 ยูนิต เพื่อกระตุ้นดีมานด์บ้านพักตากอากาศ และการอยู่อาศัยระยะยาวในทำเลเขาใหญ่ รวมทั้งปรับโฉมสโมสร 30 แห่ง ให้เป็น Health Club นำร่อง 3 แห่งแรกกลางปีนี้ ที่สุขุมวิท 77-สุวรรณภูมิ, แจ้งวัฒนะ (ถนนหอการค้าไทย) และกรุงเทพกรีฑา
จากนั้นเปิดเพิ่ม 5 แห่ง ในไตรมาส 4 ได้แก่ โครงการเพอร์เฟค เพลส รัตนาธิเบศร์, เพอร์เฟค มาสเตอร์พีซ รัตนาธิเบศร์, เพอร์เฟค เพลส รามคำแหง-สุวรรณภูมิ, เมโทร พาร์ค กัลปพฤกษ์ และเลค เลเจ้นด์ แจ้งวัฒนะ
“ลลิล” เน้นกลยุทธ์แม่นยำ
ด้าน “ไชยยันต์ ชาครกุล” ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) นิยามสถานการณ์เศรษฐกิจปี 2569 เป็น “เศรษฐกิจตกหลุมอากาศ” เนื่องจากทั่วโลกยังเต็มไปด้วยบรรยากาศอึมครึม ทั้งการกีดกันทางการค้า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และความผันผวนทางตลาดการเงินโลก ทำให้การคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) อยู่ที่ 3.3% เทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่ธนาคารโลกคาดการณ์ไว้ที่ 2.6%
“น่าเป็นห่วงประเทศไทย จริง ๆ เราต้องโตอย่างน้อย 4-5% ถึงจะทำให้เด็กจบมาแล้วมีงานทำ อุตสาหกรรมที่มีอยู่ก็เก่า อย่างอุตสาหกรรมยานยนต์ที่เคยเป็นดาวเด่น ถูกรถอีวีเข้ามาแซง ต้องหาโอกาสใหม่ ดังนั้นการพัฒนาประเทศภายใต้รัฐบาลที่มีคุณภาพ และมีเสถียรภาพ จึงจะทำให้อสังหาฯเดินหน้าไปได้ด้วยดี แต่ภาพรวมประเทศตอนนี้คาดการณ์จีดีพีโตแค่ 1.6% จะหวังให้อสังหาฯเติบโตเกิน 3% ก็ยาก ปีนี้ลลิลจึงต้องวางกลยุทธ์อย่างระมัดระวัง และแม่นยำ”
สำหรับแผนธุรกิจในปี 2569 “หัวเรือใหญ่ลลิล” วางเป้าหมายพัฒนาโครงการใหม่ 4-6 โครงการ มูลค่ารวม 3,500-4,500 ล้านบาท ตั้งเป้ายอดขายที่ 4,200 ล้านบาท และเป้ารับรู้รายได้ 3,350 ล้านบาท โดยเน้นการกระจายโครงการในทำเลที่มีศักยภาพ และสอดคล้องกับแนวโน้มความต้องการของตลาดในแต่ละพื้นที่ มีตลาดกรุงเทพฯและปริมณฑล หัวเมืองท่องเที่ยว และจังหวัดที่คาดว่าจะมีโอกาสการลงทุนใหม่ ๆ เข้ามา อย่างเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ทั้งนี้ บริษัทมีที่ดินสำหรับพัฒนาโครงการเรียบร้อยแล้ว แต่รอดูสถานการณ์และปัจจัยภายนอก
เปิด 5 คาถาทางรอดธุรกิจ
“กลยุทธ์การทำตลาดเรา ยังคงมุ่งเน้นเซ็กเมนต์บ้านราคา 2-10 ล้านบาท เพราะเป็นตลาดใหญ่ที่มีสัดส่วน 70% ของตลาดอสังหาฯทั้งหมด แม้ว่าจะยังเป็นกลุ่มที่มียอดถูกปฏิเสธสินเชื่อสูง 40% แต่ปีนี้เราพยายามที่จะควบคุมให้ลดลงมา เรามีทีมการเงินเฉพาะในการช่วยเหลือลูกค้าโดยการให้จองผ่อนดาวน์ หรือพรีเซลไปก่อน 3-6 เดือน หลังจากปลดหนี้หรือลดหนี้ลงได้ในจำนวนที่สามารถยื่นสินเชื่อได้ในภายหลัง ซึ่งปีนี้เป้ายอดขายทรง ๆ ไม่ต่างจากปีที่แล้ว คาดว่าจะโตสัก 3-5% แต่ถ้าการเมืองนิ่งอาจจะปรับเพิ่มอีก”
“ไชยยันต์” ตอกย้ำว่า การดำเนินธุรกิจทุกอย่างต้องแม่นยำ เนื่องจากปีนี้เป็นปีที่สู้เพื่อความอยู่รอด ภายใต้ภาวะความผันผวนรุนแรง และด้วยกระสุนที่มีจำกัด ลลิลจึงต้องดำเนินธุรกิจตาม 5 ปัจจัย เพื่อร่วมวงตะกร้าของผู้ประกอบการที่อยู่รอด ได้แก่ 1.การรักษาสภาพคล่องให้ได้ 2.ควบคุมอัตราหนี้สินต่อทุน 3.การเปิดโครงการใหม่ต้องแม่นยำ และมีข้อมูลที่ดี 4.บริหารคุณภาพทั้งสินค้า ระบบบริหาร และทรัพยากรมนุษย์ และ 5.ยกระดับองค์กรตามแนวทาง ESG เพื่อวางรากฐานการเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืนนั่นเอง
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่