KTO ต่อยอดสงครามเกาหลี สู่แม็กเนตท่องเที่ยว เชิงสันติภาพ

แม้สงครามจะเป็นเรื่องเลวร้ายและน่าเศร้า เต็มไปด้วยความโหดร้ายและความสูญเสีย แต่ขณะเดียวกันก็เป็นสิ่งที่ผู้คนต้องจดจำ ตามคำกล่าวของ “จอร์จ ซานตายานา” (George Santayana) นักปรัชญาและนักเขียนชาวสเปน ในหนังสือ The Life of Reason ซึ่งตีพิมพ์เมื่อปี 1905 (พ.ศ. 2448) ว่าผู้ที่ไม่จดจำอดีตย่อมทำให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย (Those who cannot remember the past are condemned to repeat it)

ล่าสุดองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาหลี (KOREA TOURISM ORGANIZATION) หรือ อสท.เกาหลี (KTO) ได้ผนวกเหตุการณ์สงครามเกาหลี (ค.ศ. 1950-1953) เข้ากับการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในรูปแบบการท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยม

KTO

ด้วยกลยุทธ์ที่ต่อยอดมรดก-ทรัพยากรที่เกี่ยวข้องกับสงครามในเมืองปูซาน ซึ่งเป็นฐานที่มั่นสำคัญของเกาหลีใต้และกองกำลังสหประชาชาติในช่วงที่สงครามเกาหลีดุเดือดถึงขีดสุด และกรุงโซล เมืองหลวงของเกาหลีใต้ มาเป็นไฮไลต์ดึงดูดนักท่องเที่ยว อาทิ งานพิธีรำลึกวันทหารผ่านศึกสหประชาชาติ (11 พ.ย.ของทุกปี), สวนสันติภาพอนุสรณ์แห่งสหประชาชาติ, พิพิธภัณฑ์อนุสรณ์สงครามเกาหลี, หมู่บ้านวัฒนธรรมที่พัฒนาต่อยอดจากชุมชนของผู้ลี้ภัยสงครามให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว

KTO

ไปจนถึงเมนูอาหารที่ผู้คนชาวเกาหลีใต้ทานในช่วงสงคราม ฯลฯ เพื่อสร้างคุณค่าให้กับมรดกจากสงคราม ในฐานะทรัพยากรการท่องเที่ยวเชิงสันติภาพ

โดยเส้นทางท่องเที่ยวตามโครงการนี้จะเน้นสถานที่ที่ไม่เพียงสะท้อนถึงประวัติศาสตร์และวิถีชีวิตของชาวเกาหลีในช่วงสงคราม แต่ยังรวมถึงความพยายามและความสำเร็จในการฟื้นฟูวิถีชีวิตในยุคหลังสงคราม จวบจนถึงยุคปัจจุบันด้วย

KTO

เส้นทางวีรกรรมทหารกล้า

สวนสันติภาพอนุสรณ์แห่งสหประชาชาติในเกาหลี เป็นสุสานของกองกำลังสหประชาชาติแห่งเดียวในโลก โดยเป็นที่พักสุดท้ายของเหล่าทหารกล้าจาก 21 ประเทศ รวมถึงไทยที่เข้าร่วมรบและสนับสนุนด้านการแพทย์ในสงครามเกาหลี ร่วมจำนวน 2,300 ร่าง รวมถึงเป็นสัญลักษณ์ของสันติภาพ เสรีภาพ และจิตวิญญาณของการเสียสละ

โดยมีอนุสาวรีย์และหลักจารึกจากหลายประเทศตั้งอยู่ท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงบ รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้ที่เดินทางมารำลึกถึงผู้เสียสละ เช่น Memorial Service Hall ซึ่งจะมีการฉายวิดีโอแนะนำความยาว 12 นาที กำแพงจารึกชื่อทหารผู้สละชีวิตทั้ง 40,896 นาย เป็นต้น

KTO

นอกจากนี้ สวนแห่งนี้ยังเป็นสถานที่จัดพิธีเกี่ยวกับสันติภาพ อาทิ พิธีรำลึกวันทหารผ่านศึกสหประชาชาติในวันที่ 11 พฤศจิกายน และงานรำลึกสงครามเกาหลีในวันที่ 25 มิถุนายน ซึ่งหากได้มีโอกาสเข้าร่วมงาน จะเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำและหาไม่ได้จากสถานที่อื่น

ตัวอย่างเช่น ในพิธีรำลึกวันทหารผ่านศึกฯ จะมีเหล่าทหารผ่านศึกสงครามเกาหลี รวมถึงญาติ-ลูกหลานจากทั่วโลกเดินทางมาร่วมงานคับคั่ง โดยจะมีการไว้อาลัย พิธีวางดอกไม้ การแสดงดนตรี ฯลฯ โดยสวนสันติภาพแห่งนี้ตั้งอยู่ที่ 93 UN Pyeonghwa, Nam-gu, เมืองปูซาน เปิดทำการทุกวัน และไม่มีค่าใช้จ่ายในการเข้าชม ส่วนเวลาทำการจะแตกต่างกันเล็กน้อยตามฤดู โดยฤดูร้อนเดือน พ.ค.-ก.ย. เปิด 09.00-18.00 น. และฤดูหนาวเดือน ต.ค.-เม.ย. เปิด 09.00-17.00 น.

KTO

เจาะประวัติศาสตร์สงครามเกาหลี

นอกจากสวนสันติภาพแล้ว อีกสถานที่ที่สะท้อนประวัติศาสตร์สงครามเกาหลีได้อย่างลึกซึ้ง คือพิพิธภัณฑ์อนุสรณ์สงครามเกาหลี ซึ่งรวบรวมเรื่องราวสงครามเกาหลีไว้อย่างรอบด้าน ทุกแง่มุม ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ทั้งที่มีและไม่มีอยู่ในหนังสือประวัติศาสตร์ ด้วยพื้นที่จัดแสดงทั้งในและนอกอาคารรวมกว่า 115,700 ตร.ม. แบ่งออกเป็น 9 ห้อง ที่บอกเล่าเรื่องราวตั้งแต่ก่อนก่อตั้งอาณาจักรเกาหลี, ช่วงเวลาภายใต้การยึดครองของจักรวรรดิญี่ปุ่น, เรื่องราว-เหตุผลเบื้องหน้าเบื้องหลังของสงครามเกาหลี เหตุการณ์และการกระทำของบุคคล หน่วยงานต่าง ๆ ระหว่างสงคราม เกียรติประวัติของทหารชาติต่าง ๆ รวมถึงทหารไทยที่เข้าร่วมในสงคราม

KTO

เช่นเดียวกับสิ่งของเครื่องใช้ในระหว่างสงครามตั้งแต่เสื้อผ้า ของใช้ส่วนตัว ไปจนถึงเรือรบ รวมถึงยังมีรถยนต์ส่วนตัวของ “คิม อิลซุง” ผู้นำเกาหลีเหนือที่กองทัพเกาหลีใต้ยึดได้ระหว่างสงครามอีกด้วย

นอกจากการจัดแสดงในห้องต่าง ๆ แล้ว การออกแบบสถาปัตยกรรมของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ยังสอดแทรกเรื่องราวเอาไว้ อาทิ ทำเลของพิพิธภัณฑ์ที่ห่างจากถนน และแนวบันไดทอดยาวก่อนเข้าสู่ตัวอาคาร เพื่อสะท้อนถึงความพยายามของเหล่าทหาร ห้องโถงด้านหน้าที่มีจิตรกรรมสะท้อนถึงจิตวิญญาณการปกป้องชาติ เป็นต้น

KTO

พร้อมกับบริการไกด์ทัวร์ที่คัดผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์มาให้คำแนะนำทั้งในภาษาเกาหลีและภาษาอังกฤษ โดยการทัวร์ 1 รอบจะใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง

KTO

วิถีชีวิตชาวเกาหลียุคสงคราม

ในส่วนของเรื่องราวและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเกาหลีในเมืองปูซาน ทั้งชาวเมืองปูซานและผู้อพยพตั้งแต่ ระหว่าง ไปจนถึงหลังสงคราม จะสะท้อนอยู่ในหมู่บ้านวัฒนธรรมคัมซอน (Gamcheon Culture Village) และหมู่บ้านวัฒนธรรมหลุมฝังศพอามีดง (Ami-dong Tombstone Culture Village)

สำหรับหมู่บ้านวัฒนธรรมหลุมฝังศพอามีดง มีลักษณะเด่นในการเป็นหมู่บ้านที่ตั้งอยู่บนสุสานสาธารณะของชาวญี่ปุ่นเมื่อช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เนื่องจากในช่วงสงครามเกาหลี ชาวเกาหลีจำนวนมากต้องอพยพหนีภัยสงครามเข้ามาตั้งรกรากอาศัยในเมืองปูซาน ซึ่งเป็นแนวตั้งรับสุดท้ายของกองทัพเกาหลีใต้และกองกำลังสหประชาชาติ

KTO

ปัจจัยเหล่านี้ทำให้หมู่บ้านอามีดงมีลักษณะเฉพาะตัวในการนำส่วนหนึ่งของสุสาน เช่น ป้ายหลุมศพ แท่งหินจารึกที่บางชิ้นมีชื่อ-ตราประจำตระกูลของชาวญี่ปุ่น ฯลฯ มาเป็นส่วนประกอบของอาคารบ้านเรือน ทั้งส่วนฐานราก, กำแพง, บันได สะท้อนถึงความพยายามแก้ปัญหาความขาดแคลนวัสดุในช่วงสงคราม ซึ่งร่องรอยเหล่านี้ยังสามารถเห็นได้ในปัจจุบัน

โดยชาวชุมชนได้ร่วมกันพัฒนาหมู่บ้านเป็นแหล่งท่องเที่ยว พร้อมเก็บรักษาโครงสร้างดั้งเดิม และข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ ของบ้านบางหลังเอาไว้ เพื่อจำลองวิถีชีวิตของชาวหมู่บ้านยุคหลังสงคราม และเปิดให้เข้าชมได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายอีกด้วย

KTO

ส่วนหมู่บ้านวัฒนธรรมคัมซอน เป็นอีกหนึ่งหมู่บ้านที่มีจุดกำเนิดจากเหล่าผู้อพยพหนีภัยสงคราม ที่เข้ามาตั้งรกรากในพื้นที่เนินเขาของเมืองปูซาน ทำให้เกิดเอกลักษณ์ของบ้านเรือนที่เรียงรายลดหลั่นตามแนวสโลปของเนินเขา พร้อมกับตรอกซอกซอยที่ซับซ้อนเหมือนเขาวงกต รวมถึงสีสันแบบพาสเทล ที่เกิดจากโครงการฟื้นฟูเมื่อปี 2009 ด้วยการผสมผสานงานศิลปะเข้ามาช่วย ให้หมู่บ้านที่อยู่ในสภาพสลัมกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

KTO

จนได้รับสมญาว่า ซานโตรินีแห่งเกาหลี รวมถึงได้รับรางวัลวัฒนธรรมและพื้นที่เชิงสถาปัตยกรรมของเกาหลีในปี 2016 จนปัจจุบันหมู่บ้านวัฒนธรรมคัมซอนมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวเกาหลีและต่างชาติมาเยี่ยมชมปีละกว่า 1.85 ล้านคน

KTO

ด้านการเดินทางนั้น หมู่บ้านวัฒนธรรมหลุมฝังศพอามีดงและหมู่บ้านวัฒนธรรมคัมซอนตั้งอยู่ติดกับบริเวณเขตซาฮาและเขตซอ ของเมืองปูซาน โดยสามารถเข้าชมได้ตลอดเวลาและไม่มีค่าเข้าชม แต่ลานจอดรถฝั่งอามีดงจะมีค่าจอดอัตรา 10 นาทีต่อ 100 วอน

โครงการพลิกประวัติศาสตร์สงครามสู่เส้นทางการท่องเที่ยวขององค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาหลีนี้ เป็นความพยายามครั้งใหม่ที่จะต่อยอดเอกลักษณ์ของเกาหลี ซึ่งไม่มีที่อื่นในโลก มาสู่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว หลังปัจจุบันมีการต่อยอดพื้นที่ปลอดทหาร (DMZ) ในด้านการท่องเที่ยวมาก่อนแล้ว

ต้องรอดูว่าการท่องเที่ยวประวัติศาสตร์สงครามนี้จะออกมาเป็นอย่างไร และได้รับการตอบรับเพียงใด

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่