IHG ชี้ไทยดินแดนแห่งโอกาส ทุ่มลงทุนหนุนอุตฯท่องเที่ยวไทย

ภาพประกอบข่าว
IHG Hotels & Resorts หรือ IHG หนึ่งในบริษัทโรงแรมชั้นนำระดับโลก ปัจจุบันมีโรงแรมภายใต้การบริหารในเครือรวม 20 แบรนด์ในกว่า 100 ประเทศ รวมกว่า 6,800 แห่งทั่วโลก ครอบคลุมทุกเซ็กเมนต์ตลาด

ภาพประกอบข่าว
สำหรับประเทศไทย IHG เดินหน้าขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เปิดตัวโรงแรมแรก “ฮอลิเดย์ อินน์ รีสอร์ท ภูเก็ต” เมื่อปี 2530 กระทั่งขณะนี้มีโรงแรมเปิดให้บริการในประเทศไทยแล้วถึง 40 แห่ง

ภาพประกอบข่าว
พื้นฐานดี-มีโอกาสลงทุน
“ประชาชาติธุรกิจ” ได้ร่วมสัมภาษณ์ “เอลี มาลูฟ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร IHG Hotels & Resorts ถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจของกลุ่ม IHG ในประเทศและในระดับเวิลด์ไวด์ ในโอกาสมาเยือนประเทศไทย
“เอลี” บอกถึงความมุ่งมั่นที่มีต่อประเทศไทยว่า จากการมาเยือนประเทศไทยครั้งนี้ พบว่าตลาดการท่องเที่ยวของไทยมีความไดนามิกสูง ผู้คนก็มีความเป็นมิตร และสัมผัสถึงสัมพันธภาพที่ดีของพาร์ตเนอร์
พร้อมเน้นย้ำว่า แม้ในปีที่ผ่านมาทั่วโลกจะต้องเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจมหภาคในหลายด้าน แต่ประเทศไทยยังคงยืนหยัดในฐานะหนึ่งในจุดหมายปลายทางชั้นนำของโลกที่ครองใจนักเดินทางจากทั่วโลก
“เซาท์อีสต์เอเชียและประเทศไทยมีพื้นฐานที่ดีมาก ประชากรส่วนใหญ่เป็นวัยทำงาน เป็นกลุ่มคนชั้นกลางที่มีการใช้จ่ายสูง สายการบินต่าง ๆ ยังมีคำสั่งซื้อเครื่องบินใหม่การท่องเที่ยวโดยรวมขยายตัวอยู่ในระดับที่ดี มีชื่อเสียงด้านการท่องเที่ยวที่ติดอันดับโลก โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเพื่อการพักผ่อน”
จึงเชื่อว่า แม้ว่าตัวเลข GDP ในช่วงนี้จะไม่สูงมากนัก แต่มีแนวโน้มที่เติบโต และยังเป็นโอกาสที่ดีสำหรับการลงทุนธุรกิจโรงแรมและธุรกิจบริการ
ขยับรุก Luxury Segment
“เอลี” บอกว่า ที่ผ่านมากลุ่ม IHG โพซิชันนิ่งตัวเองเป็นโรงแรมสำหรับทุกคนและทั่วโลก โดยจำนวนโรงแรมกว่า 6,800 แห่งทั่วโลกนั้น ประมาณ 70% เป็นโรงแรมแบรนด์ Holiday Inn และ Holiday Inn Express ซึ่งเป็นโรงแรมที่เป็น Everyday Travel หรือนักเดินทางสามารถเดินทางท่องเที่ยวได้ทุกวัน
ขณะเดียวกันยอมรับว่า ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาคนทั่วโลกมีฐานะดีขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่เรียกว่า Silver Economy หรือเศรษฐกิจผู้สูงวัย (50 ปีขึ้นไป) ซึ่งเป็นผลจากการลงทุนต่าง ๆ ที่ประสบความสำเร็จ และตลาดหุ้นดีขึ้น คนกลุ่มดังกล่าวนี้จึงนิยมเดินทางท่องเที่ยวที่สะดวกสบายมากขึ้น ทำให้กลุ่มที่เป็น Luxury Segment เติบโตเพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ กลุ่ม IHG เน้นการขยายตลาดในเซ็กเมนต์ Luxury ด้วยเช่นกัน โดยปัจจุบันมีโรงแรมในเซ็กเมนต์นี้ประมาณ 500 แห่ง และมีแผนขยายอีกกว่า 400 แห่ง (รวมประเทศไทย) อาทิ แบรนด์อินเตอร์คอนติเนนตัล, คิมป์ตัน ฯลฯ
“เรายังลงทุนอย่างต่อเนื่องในทุกแบรนด์ โดยเฉพาะในกลุ่ม Luxury & Lifestyle ซึ่งปัจจุบันมีพอร์ตโรงแรมในกลุ่มนี้ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก ด้วยจำนวนกว่า 560 โรงแรมใน 80 ประเทศ”
ขณะเดียวกันก็ยังคงมุ่งขยายแบรนด์ที่อยู่ในเซ็กเมนต์ระดับกลางควบคู่กันไปด้วย ทั้ง Holiday Inn และ Holiday Inn Express และล่าสุดคือการเปิดตัวแบรนด์ Garner ที่พัทยา (ชลบุรี) เป็นต้น เพื่อให้แบรนด์ในเครือสามารถรองรับการเดินทางของนักท่องเที่ยวได้ทุกกลุ่มอย่างแท้จริง
เพิ่มพอร์ตลงทุนโซนตะวันออก
พร้อมให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า สำหรับพอร์ตโรงแรมนั้น ปัจจุบันอยู่ในกลุ่ม Luxury & Lifestyle ประมาณ 43% ของพอร์ตโฟลิโอที่เปิดให้บริการแล้ว และ 38% ของโครงการอยู่ระหว่างการพัฒนา กลุ่ม Mainstream ประมาณ 50% ของพอร์ตโฟลิโอที่เปิดให้บริการแล้ว และ 41% ของโครงการอยู่ระหว่างการพัฒนา และกลุ่ม Premium ประมาณ 10% ของพอร์ตโฟลิโอที่เปิดให้บริการแล้ว และ 15% ของโครงการอยู่ระหว่างการพัฒนา
ขณะที่ในระดับโลกนั้นมีพอร์ตโฟลิโอที่เปิดให้บริการแล้ว ประกอบด้วย Mainstream 68%, Luxury & Lifestyle 8%, Premium 9% และ Suites 12% โดยในจำนวนนี้อยู่ในตลาดอเมริกา ประมาณ 55% ภูมิภาคยุโรป ตะวันออกกลาง และเอเชีย 30% และจีนประมาณ 15%
ส่วนโครงการใหม่ที่อยู่ในแผนการพัฒนากว่า 2,000 แห่งนั้น 1 ใน 3 อยู่ในอเมริกา 1 ใน 3 อยู่ในจีน และอีก 1 ใน 3 อยู่ในตะวันออกกลาง ยุโรป และเอเชีย สะท้อนว่าอนาคตกลุ่ม IHG เรากำลังขยับมาทางฝั่งตะวันออกมากขึ้น
คาด 5 ปีพอร์ตในไทยเพิ่มเท่าตัว
สำหรับตลาดประเทศไทยนั้น “เอลี” บอกว่า นโยบายขับเคลื่อนการท่องเที่ยวที่ผ่านมาถือว่าประสบความสำเร็จ และเชื่อว่าภาคการท่องเที่ยวของไทยจะยังสามารถเติบโตได้ตามยุทธศาสตร์ โดยขณะนี้ IHG เปิดให้บริการในเมืองไทยแล้ว 40 แห่ง และมีโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาอีก 39 แห่ง ซึ่งจะส่งผลให้ IHG สามารถขยายพอร์ตโฟลิโอในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว ภายใน 3-5 ปีข้างหน้า
ไม่เพียงเท่านี้ในปีที่ผ่านมาโรงแรมในเครือ IHG ยังได้สร้างงานใหม่กว่า 500 ตำแหน่งในประเทศไทย ซึ่งเป็นการเสริมความแข็งแกร่งให้กับทีมงาน จนปัจจุบันมีบุคลากรรวมกว่า 6,000 คน ที่ปฏิบัติงานอยู่ในโรงแรมทั่วประเทศ
“เราพร้อมขยายทางเลือกที่หลากหลายเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการของนักเดินทาง ควบคู่ไปกับการขยายธุรกิจในเซ็กเมนต์พรีเมี่ยมและกลุ่ม Mainstream ซึ่งในปีนี้เรามีแผนเปิดตัวโรงแรมใหม่เพิ่มอีก 5 แห่งในกรุงเทพฯ ภายใต้แบรนด์ Hotel Indigo, Crowne Plaza และ Holiday Inn Express”
และพร้อมร่วมขับเคลื่อนการเติบโตด้วยแผนการเปิดโรงแรมใหม่ เพื่อขานรับนโยบายภาครัฐที่มุ่งยกระดับประเทศไทยสู่จุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีกำลังซื้อสูงจากทั่วโลก
ขณะที่กลุ่มแบรนด์ Mainstreamมีสัดส่วนครึ่งหนึ่งของโรงแรมทั้งหมด 40 แห่งในไทย และมีสัดส่วนถึง 41% ของโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนา พร้อมทั้งตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดในเซ็กเมนต์นี้ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ผ่านแบรนด์ที่แข็งแกร่งอย่าง Holiday Inn, Holiday Inn Express และ Garner
หนุนไทยสู่ท่องเที่ยวคุณภาพ
“เอลี” บอกอีกว่า การขยายตัวอย่างแข็งแกร่งของโครงการที่อยู่ระหว่างพัฒนานี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของเจ้าของโรงแรมที่มีต่อศักยภาพในระยะยาวของประเทศไทย รวมถึงความมั่นใจในแบรนด์ของ IHG ด้วยเช่นกัน
โดยยังคงเห็นการเติบโตอย่างรวดเร็วของจำนวนห้องพักในกรุงเทพฯ ซึ่งในปี 2568 มีจำนวนห้องพักเพิ่มขึ้นกว่า 3,000 ห้องในย่านศูนย์กลางธุรกิจ ส่งผลให้ปัจจุบันมีจำนวนห้องพักรวมทั้งสิ้นกว่า 83,000 ห้อง ขณะเดียวกันเจ้าของโรงแรมจำนวนมากต่างให้ความสำคัญกับการลงทุนปรับโฉมและรีแบรนด์ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินทรัพย์ในระยะยาว
“ในประเทศไทยเรามีพอร์ตโรงแรมระดับเวิลด์คลาสที่ได้รับรางวัลการันตีความสำเร็จมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Six Senses, InterContinental, Kimpton, Vignette Collection และ Hotel Indigo ซึ่งล้วนเป็นแบรนด์ที่ครองใจทั้งแขกผู้เข้าพักและได้รับความไว้วางใจจากพันธมิตรเจ้าของโรงแรมอย่างต่อเนื่อง”
ทั้งนี้ IHG ยังคงมุ่งมั่นประสานความร่วมมือกับภาครัฐ พันธมิตรในอุตสาหกรรม และเจ้าของโรงแรม เพื่อเสริมศักยภาพให้ประเทศไทยยืนหยัดในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวระดับโลกอย่างยั่งยืน
โดยเชื่อมั่นว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจะยังคงเป็นฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกและประเทศไทย ทั้งในปีนี้และต่อเนื่องไปในอนาคต ซึ่ง IHG มีความมุ่งมั่นที่จะเป็นหัวใจสำคัญในความสำเร็จของการเติบโตนี้เช่นกัน
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่