‘ทีเส็บ’ มุ่งสร้างความต่าง รักษาฐานผู้นำอุตฯงานแสดงสินค้า

ภาพประกอบข่าว
จากข้อมูลของสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ ระบุว่า ในปีงบประมาณ 2568 (ต.ค. 2567-ก.ย. 2568) อุตสาหกรรมงานแสดงสินค้าสร้างรายได้และดึงดูด “นักเดินทางไมซ์” สูงสุด ด้วยมูลค่ารวมกว่า 103,000 ล้านบาท และคาดว่าจะเพิ่มเป็นกว่า 113,000 ล้านบาท หรือเติบโต 10% ในปี 2569

ภาพประกอบข่าว
“ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ “ดร.ดวงเด็ด ย้วยความดี” ผู้อำนวยการฝ่ายอุตสาหกรรมการแสดงสินค้านานาชาติ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือทีเส็บ ถึงแนวทางการขยายแนวรบ การต่อยอด รวมถึงกลยุทธ์ และการสร้างความได้เปรียบด้านการแข่งขันของประเทศไทยสำหรับอุตสาหกรรมการแสดงสินค้า

ภาพประกอบข่าว
สร้างแพลตฟอร์มจัดงาน
“ดร.ดวงเด็ด” บอกว่า ในอุตสาหกรรมแสดงสินค้านั้น ปัจจุบันประเทศไทยอยู่ในตำแหน่งที่ต้องรักษาฐานตลาด ไทยเราครองที่ 1 ศูนย์กลางการแสดงสินค้าของภูมิภาคอาเซียน และเป็นที่ 4 ของภูมิภาคเอเชีย
โดยพันธกิจของทีเส็บ คือ การสร้างให้ประเทศไทยเป็น “แพลตฟอร์ม” สำหรับการจัดงานแสดงสินค้า โดยมีเป้าหมายหลักคือทำให้เกิดการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ โดยที่มี 2 ประเด็นใหญ่ คือ 1.นำนักเดินทางหรือนักธุรกิจต่างชาติเข้าสู่ประเทศไทยบนพื้นฐานที่เชื่อว่าคนเหล่านี้มีการใช้จ่ายมากกว่านักท่องเที่ยวทั่วไปถึง 3 เท่า และ 2.การใช้งานแสดงสินค้าขับเคลื่อนไปยังเมืองหลัก ซึ่งเป็นเรื่องของการกระจายและขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
“เมืองอื่น ๆ โดยเฉพาะในอาเซียน เขาก็คิดเหมือนเราเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นสิงคโปร์ อินโดนีเซีย เวียดนาม หรือมาเลเซีย ฉะนั้นการแข่งขันแบบนี้มีความจำเป็นอย่างมากที่ต้องหากลยุทธ์ที่สำคัญ ซึ่งเราเรียกว่า Differentiation หรือการสร้างความแตกต่างให้ประเทศไทย”
การสร้างความแตกต่างของตัวเองในระดับประเทศนั้นต้องมองว่าเรามีโอกาสอะไรบ้าง มีจุดแข็งอะไรบ้าง และการนำ “จุดแข็ง” และ “โอกาส” มาใช้สำหรับการทำการตลาดเฉพาะ กลยุทธ์เหล่านี้เราทำมา 4-5 ปีแล้ว ผลที่เกิดขึ้นก็คือ วันนี้เราสามารถยืนหนึ่งในฐานะผู้นำในด้านงานแสดงสินค้าขนาดใหญ่ระดับโลกได้หลายเซ็กเมนต์
อาทิ แมนูแฟกเจอริ่ง การผลิตยานยนต์ต่อยอดมาถึงการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ฯลฯ และในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ได้พยายามผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฮับของการจัดงานในด้าน “เมดิคอล” และ “เวลเนส” รวมทั้งผลักดันให้ประเทศไทยเป็นเบอร์ 1 สำหรับงานที่เกี่ยวข้องกับอาหาร และงานด้านแพ็กเกจจิ้ง
ปักหมุดเป็น “ศูนย์กลางอาซียน”
โดยที่ผ่านมาประเทศไทยมีรากฐานและมีองค์ประกอบสำคัญ 3 เรื่อง ได้แก่ 1.มี Consumption มีผู้บริโภค หรือผู้ซื้อเป็นฐานหลัก เพราะอุตสาหกรรมกลุ่มเหล่านี้เติบโตในประเทศไทยสูง 2.เมื่อตลาดเราได้รับความนิยมมากขึ้น เราให้ความใส่ใจ Environmental ในการเข้าสู่ประเทศ
โดยหลายหน่วยงานมีการปรับนโยบาย ปรับระเบียบที่เกี่ยวข้อง ทำให้การเอาสินค้าเข้ามาจัดแสดงมีกฎระเบียบที่ยืดหยุ่นขึ้น หลาย ๆ ประเทศเดินทางเข้ามาได้โดยที่ไม่ต้องขอวีซ่า ทำให้สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นได้อย่างชัดเจน
และ 3.ประเทศไทยมี Infrastructure หรือโครงสร้างพื้นฐานสำคัญและใหม่ ๆ ที่เป็นมาตรฐานโลกเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น มีศูนย์ประชุมขนาดใหญ่ที่ได้มาตรฐานโลก มีโรงแรมที่ให้การดูแลให้การต้อนรับผู้มาจัดงานได้อย่างดี มีร้านอาหารในระดับมิชลินสตาร์
รวมถึงการเดินทางที่สะดวก ทั้งรถเช่า รถไฟฟ้า โดยศูนย์ประชุมใหญ่ของเราทั้ง 3 แห่ง สามารถเดินทางโดยรถไฟฟ้าได้แล้ว นอกจากนี้ ยังมีการอำนวยความสะดวกในระดับของภาครัฐด้วย เช่น การเดินทางเข้า-ออกสนามบิน
“โครงสร้างพื้นฐานนี้ประเทศอื่นเขาก็ทำเช่นกัน แต่โพซิชันนิ่งงานแสดงสินค้าในบ้านเรา เราไม่ได้จัดเพื่อจะรองรับการซื้อขายในประเทศเท่านั้น แต่เราวางประเทศไทยให้เป็นเจ้าบ้านของอาเซียน ซึ่งหมายความว่า ใครก็ตามที่สนใจอยากเปิดตลาดในอาเซียน หากต้องเอาผู้แสดงสินค้า เทคโนโลยีระดับโลกเข้ามาจัด ประเทศไทยพร้อมที่สุด”
นี่คือ เป้าหมายหลักที่เราใช้ในการแข่งขัน
ดึงงานระดับโลกเข้ามาจัดในไทย
อย่างไรก็ตาม ในฐานะที่ประเทศไทยเราครองอันดับ 1 ของภูมิภาคอาเซียน และเป็นที่ 4 ของภูมิภาคเอเชีย เราต้องมุ่งสร้างความแตกต่างเพื่อรักษาฐานตลาดและอันดับในระดับสากลไว้ โดยโจทย์ของฝ่ายงานแสดงสินค้าที่มาจากผู้อำนวยการทีเส็บ (ดร.ศุภวรรณ ตีระรัตน์) คือ ความแตกต่างต่อไปคืออะไร ที่จะต้องทำให้โดดเด่น
โดยวันนี้ได้ทำเรื่องใหญ่ ๆ 2 เรื่อง คือ 1.ทำอย่างไรให้งานแสดงสินค้าขนาดใหญ่ของโลก ซึ่งเขาหมุนเวียนไปจัดในประเทศต่าง ๆ หมุนเวียนมาจัดในประเทศไทย ซึ่งปีนี้เจรจาสำเร็จไปแล้ว 2 งาน ได้แก่ 1.งาน Gastech 2026 ซึ่งเป็นงานด้านพลังงานจากอเมริกา คาดว่าจะมีคนด้านพลังงานจากทั่วโลกเข้ามาร่วมประมาณ 50,000 คน และ 2.งานเกี่ยวกับเมดิคอล แอนด์ เวลเนส งานนี้คาดว่าจะมีคนเข้ามาร่วมงานราว 25,000-26,000 คน
ฉะนั้นไม่ว่าเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร ปีหน้าเราจะมีนักเดินทางคุณภาพที่เป็นนักธุรกิจราว 70,000-80,000 คน ที่จะเข้ามาใช้จ่ายในประเทศ ซึ่งจะเป็นเอ็กซ์ตร้าจากงานอื่น ๆ ที่มีไลน์อัพอยู่แล้ว
นอกจากนี้ ยังมีงานที่อยู่ในไปป์ไลน์อีก 3-4 งาน ซึ่งเป็นงานขนาดใหญ่ที่อยู่ระหว่างการเจรจา โดยคาดว่าในปี 2570-2571 จะมีงานระดับนี้เข้ามาอยู่ในพอร์ตของเราเพิ่มมากขึ้นไปอีกแน่นอน
“การทำแบบนี้นอกจากภาพใหญ่ของประเทศแล้ว ยังทำให้สถานที่จัดงาน หรือ Venue หลักของเราถูกใช้งานอย่างเต็มที่ โรงแรมขนาดใหญ่ 5 ดาวน่าจะถูกจองมากขึ้น รวมถึงรถเช่า ร้านอาหาร และเอ็นเตอร์เทนต่าง ๆ ก็จะได้รับอานิสงส์มากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการจ้างงานในประเทศที่เพิ่มขึ้นอีกด้วย”
ขยายตลาด-สร้าง New Profile
“ดร.ดวงเด็ด” บอกอีกว่า เรื่องที่ 2 คือ การโฟกัสในเรื่องของ New Profile หรือสร้างงานใหม่ เพื่อช่วงชิงส่วนแบ่งการตลาด โดยขยายงานไปในกลุ่มที่เป็นเซ็กเมนต์ใหม่ ๆ เช่น ธุรกิจด้านดิจิทัล อินโนเวชั่น ฟินเทค ฯลฯ ซึ่งงานลักษณะนี้มีเพียงสิงคโปร์เท่านั้นที่เป็นเจ้าตลาดทำอยู่
ที่สำคัญอีกเซ็กเม้นท์คือ ไลฟ์สไตล์ & ดีไซน์ ซึ่งในภูมิภาคเอเชียเวลาพูดถึงจะมีแค่ 4 เมืองเท่านั้น เช่น สิงคโปร์ เซี่ยงไฮ้ โตเกียว เป็นต้น กลุ่มนี้เรามองว่าต้องผลักดันให้ประเทศไทยขึ้นเป็นประเทศที่ 5 ให้ได้
หมายความว่าจะต้องทำให้ประเทศไทยเป็น Good Choice สำหรับงานอาร์ต งานไลฟ์สไตล์ หรืองานดีไซน์
“การจัดงานพวกนี้จะมีความแปลก คือ จะไม่จัดใน Venue ทั่วไป แต่จะไปหาสถานที่แปลก ๆ เช่น เข้าไปแล้วรู้สึกว่าเป็นที่ที่ศิลปินเข้าไปรวมตัวกัน ซึ่งทีเส็บเองก็จะทำหน้าที่คัดเลือกสถานที่ต่าง ๆ แบบนี้ขึ้นมา และมาดูในเรื่องของความพร้อมด้วย เช่น ทางหนีไฟ การรองรับการจัดงาน ฯลฯ ให้มีมาตรฐานตามที่เราวางไว้ อันนี้ก็จะเป็นอีกบทบาทหนึ่งที่ทีเส็บเข้าไปดำเนินการ”
งานด้านอาร์ตและไลฟ์สไตล์ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ที่ทยอยเปิดตัวและเริ่มดำเนินการเป็น New Profile ที่ชัดเจนขึ้น
ชูเทคโนโลยีสร้างประสบการณ์
นอกจากนี้ ทีเส็บยังพยายามผลักดันให้มีการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการจัดงานอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ผู้เข้ามาร่วมงานได้ประสบการณ์ใหม่และไม่เหมือนกับการจัดในประเทศอื่น ๆ ที่นอกจากความจำเป็นที่ต้องมี เช่น เดินผ่านสนามบินแบบไม่ต้องสแกนพาสปอร์ต แค่สแกนใบหน้า เช่นเดียวกันเวลาเดินเข้ามาในที่จัดงาน เขาก็สามารถสแกนใบหน้าได้ ไม่ต้องมาลงทะเบียนหน้างาน เป็นต้น
รวมถึงการใช้เครื่องมือในการดึงให้ผู้เข้าชมงานอยู่ในงานนานขึ้น จากประมาณ 2-3 ชั่วโมง ให้เป็น 4-5 ชั่วโมง เช่น เทคโนโลยีที่เรียกว่า Immersive Marketing ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ทำให้เรารู้สึกว่าได้สัมผัสของจริง และได้ใช้จริง
รวมทั้งการสร้างให้กับผู้จัดงานได้เห็นภาพว่า กลุ่มลูกค้าเป้าหมายในอุตสาหกรรมเขา มองว่าการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าเป็นประโยชน์และจำเป็น ซึ่งในประเด็นนี้ทีเส็บได้เริ่มจับมือกับสมาคมต่าง ๆ ที่มีสมาชิกที่เป็นผู้ซื้อที่มีศักยภาพ
ทั้งหมดนี้คือ ภาพลักษณ์ใหม่ของงานจัดแสดงสินค้าที่ “ทีเส็บ” พยายามผลักดัน และเป็นสิ่งที่ประเทศในกลุ่มเซาท์อีสต์เอเชียยังก้าวไม่ถึง…
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่