จุดเปลี่ยนใหม่ ‘ดุสิตธานี’ ยุติศึกสายเลือด-เติบโตก้าวกระโดด
ต้องยอมรับว่ากำลังถูกจับตามองจากวงการธุรกิจโรงแรมอย่างมากในเวลานี้สำหรับกลุ่ม “ดุสิตธานี”
ทั้งจากกรณีที่ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” อดีตซีอีโอกลุ่มโบกมือลาไปรับใช้ชาติในฐานะ (ว่าที่) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และจากกรณีที่บริษัท “ชนัตถ์และลูก” ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ เสนอวาระถอดถอน “ชนินทธ์ โทณวณิก” รักษาการประธานกรรมการ ที่ประชุมบอร์ดได้มีมติแต่งตั้งให้ควบตำแหน่งซีอีโอกลุ่มอีกตำแหน่งออกจากตำแหน่ง “กรรมการ”
โดยประเด็นที่ร้อนแรงสุดคือ การเสนอถอด “ชนินทธ์ โทณวณิก” ออกจากตำแหน่ง “กรรมการ” ในการประชุมผู้ถือหุ้นวันที่ 26 กันยายน 2568 นี้
เพราะนี่อาจเป็น “จุดเปลี่ยน” ครั้งสำคัญสำหรับอนาคตของ “ดุสิตธานี” ก็เป็นได้
มั่นใจยุติ “ศึกสายเลือด”
อย่างไรก็ตาม “ชนินทธ์” ให้สัมภาษณ์ว่า “ศึกสายเลือด” ที่ผ่านมาจะจบลงด้วยดีก่อนวันประชุมบอร์ด 26 กันยายนนี้แน่นอน และหลังจากนี้ “ดุสิตธานี” ก็จะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจากแผนงานเดิมที่ได้ถูกวางรากฐานไว้อย่างมั่นคงตลอดระยะเวลาเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา
ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจโรงแรม ธุรกิจการศึกษา ธุรกิจอาหาร ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงโครงการ “ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค” มูลค่ากว่า 46,000 ล้านบาทที่จะเดินหน้าสร้างการเติบโตอย่างแข็งแกร่งตามเป้าหมายเดิมที่วางไว้

กราฟิก ดุสิตธานี
ย้ำที่ผ่านมาเป็นช่วงวางรากฐาน
และบอกด้วยว่าตัวเลข “ขาดทุนสะสม” กว่า 1,000 ล้านบาท และไม่ได้จ่ายเงินปันผลผู้ถือหุ้นในช่วง 5 ปีที่ผ่านมานั้น ส่วนใหญ่เกิดจากภาระดอกเบี้ยของโครงการใหญ่อย่าง “ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค” การลงทุนในโครงการต่าง ๆ ก่อนที่จะเกิดโควิด และความพยายามในการประคับประคองกิจการในช่วงโควิดเป็นเวลากว่า 3 ปี โดยไม่เพิ่มทุน และไม่ได้ผลักภาระให้ผู้ถือหุ้น (ทุนจดทะเบียน 850 ล้านบาท)
โดยยืนยันว่า ทุกอย่างที่เกิดขึ้นไม่ใช่ “ความล้มเหลว” ทางธุรกิจ แต่เป็นการสร้าง “รากฐาน” ธุรกิจให้เติบโตต่อไปในอนาคต
จุดเปลี่ยนใหม่กำลังจะมาถึง
“ชนินทธ์” บอกว่า วันนี้บริษัทกำลังสร้างรายได้ที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ และสูงกว่าเมื่อ 10 ปีก่อนถึงกว่าเท่าตัว จากรายได้รวม 5,370 ล้านบาทปี 2559 เพิ่มเป็น 11,204 ล้านบาทในปี 2567 และกำลังจะเพิ่มขึ้นมากกว่านั้น และแน่นอนตัวเลขกำไรสุทธิก็กำลังจะพลิกเป็นบวกอย่างชัดเจน
พร้อมย้ำว่า “จุดเปลี่ยน” ที่กำลังจะมาถึงคือ การรับรู้รายได้จากการขายโครงการ “ดุสิต เรสซิเดนเซส” ที่ขายไปแล้ว 90% มูลค่ากว่า 16,000 ล้านบาท ซึ่งจะมีการทยอยโอนอย่างมีนัยสำคัญในปี 2569 รวมถึงโรงแรมอีกกว่า 50 แห่งทั่วโลกที่อยู่ในแผนการขยายธุรกิจของดุสิตธานี
ย้ำขาดทุนแต่มีศักยภาพ
“ชนินทธ์” ย้ำอีกว่า ตัวเลขขาดทุนที่เห็นในบัญชีในช่วง 5 ปีที่ผ่านมากำลังจะกลายเป็นอดีตในไม่ช้านี้ เพราะในระหว่างการเดินทางที่ผ่านมาของ “ดุสิตธานี” ที่จะสร้างประวัติศาสตร์ครั้งใหม่ในช่วง 9-10 ปีที่ผ่านมานั้น มี “ศักยภาพ” ซ่อนอยู่อย่างมีนัยสำคัญ
จากที่มีเพียง 2 ธุรกิจหลักคือ โรงแรมและการศึกษา วันนี้ “ดุสิตธานี” ขยายไปสู่ธุรกิจที่เกี่ยวข้องและพร้อมที่จะเติบโตอย่างแข็งแกร่งถึง 5 กลุ่มธุรกิจ ประกอบด้วย โรงแรม การศึกษา พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ อาหาร และธุรกิจบริหารจัดการด้านสุขภาพและไลฟ์สไตล์
จากโรงแรมและวิลล่าจำนวน 27 แห่ง เพิ่มเป็น 297 แห่ง โดยเป็นโรงแรม 57 แห่ง และวิลล่า 240 หลัง จากจุดหมายปลายทางใน 8 ประเทศทั่วโลกขยายสู่ 18 ประเทศทั่วโลก และจากแบรนด์โรงแรม 4 แบรนด์ เพิ่มเป็น 9 แบรนด์ ครอบคลุมทุกความต้องการของลูกค้า

Dusit Thani
ปลดล็อกคุณค่าระยะยาว
ขณะที่การลงทุนในโครงการ Dusit Central Park มูลค่ากว่า 46,000 ล้านบาท เป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์เพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาว ด้วยวิสัยทัศน์ที่จะพลิกโฉมดุสิตธานีและปลดล็อกคุณค่าในระยะยาว ซึ่งสะท้อนความเป็นเลิศด้วยรางวัลในระดับสากลมากมาย
นอกจากนี้ ทีมบริหารของ “ดุสิตธานี” ยังดำเนินธุรกิจภายใต้ความเชื่อมั่นของนักลงทุน สะท้อนจากอันดับความน่าเชื่อถือที่ระดับ “BBB-” แนวโน้ม “คงที่” (Stable) จัดอันดับโดยบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด และด้วยการยอมรับในระดับโลก การันตีด้วยรางวัลจาก Michelin Key และ Travel+Leisure Southeast Asia Luxury Awards ฯลฯ

Dusit Thani
เติบโตก้าวกระโดด
ที่สำคัญ “ดุสิตธานี” ยืนหยัดในความเป็นเลิศ อุตสาหกรรมทั่วโลกต่างให้การยอมรับ ภายใต้หลักความยั่งยืนและธรรมาภิบาล ทั้งจากโครงการ Tree of Life ทั่วทั้งกลุ่ม การได้รับการรับรองการต่อต้านการคอร์รัปชั่นจาก CAC รวมถึงความเป็นเลิศด้านบรรษัทภิบาลด้วย CG Score ระดับ 5 ดาว และมาตรฐานสิ่งแวดล้อม ISO 14001 : 2015 จำนวน 5 ใบรับรอง
ทุกก้าวล้วนเป็นการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง และพิสูจน์ให้เห็นว่าสิ่งที่มากกว่า “งบกำไรขาดทุน” คือ “คุณค่า” ที่ซ่อนอยู่มากมาย และ “กำไรที่แท้จริง” ของดุสิตธานีก็ไม่ได้อยู่แค่ในงบการเงิน แต่คือ “แบรนด์ ผู้คน และการลงทุนระยะยาว”
เรียกว่า เป็นจุดเปลี่ยนก้าวสำคัญสู่การเติบโตอย่างก้าวกระโดดในอนาคตข้างหน้า พร้อมทั้งขับเคลื่อนการเติบโตด้วยความเชื่อมั่นและการยอมรับในระดับโลกต่อไป
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่