คิกออฟมหกรรมบ้าน-คอนโด 4 วันเต็ม ที่สุดแห่งปี 1,000 โครงการแข่งโปรฯชิงลูกค้า

คอลัมน์ : รายงานพิเศษ ผู้เขียน : ตรีณารัตน์ เมฆไธสง

ไตรมาส 4/68 ทาง 3 สมาคมเสาหลัก ประกอบด้วย สมาคมอาคารชุดไทย, สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร, สมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย ร่วมกันทำพิธีเปิดงานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 48 อย่างเป็นทางการ

กำหนดจัดงาน 4 วันเต็ม ระหว่างวันที่ 30 ตุลาคม-2 พฤศจิกายน 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เพื่อสร้างโอกาสให้คนไทยมีบ้านและเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจปลายปี และประเมินว่าจะมีเม็ดเงินสะพัดจากผู้ที่กำลังมองหาที่อยู่อาศัยทั้งบ้านแนวราบและคอนโดมิเนียม เข้ามาเยี่ยมชมและจองซื้อไม่ต่ำกว่า 4,000 ล้านบาท ซึ่งคาดหวังว่าจะสร้างแรงกระตุ้นเศรษฐกิจในระบบได้ 2.9 เท่า หรือ 11,000 ล้านบาท จากการต่อเติมตกแต่งเพิ่มเติม ซื้อเฟอร์นิเจอร์ ซื้อของแตกแต่งเข้าบ้าน

หนึ่งในไฮไลต์อยู่ที่มีการจัด “โปรโมชั่นส่วนกลาง” มอบเป็นสิทธิประโยชน์ออนท็อปให้กับผู้จองซื้อบ้านและคอนโดมิเนียมภายในงาน ได้รับสิทธิลุ้นรางวัลรวมมูลค่าเกือบ 8.4 แสนบาท โดยขณะนี้มีผู้ลงทะเบียนแล้วกว่า 10,000 คนมั่นใจเงินสะพัด 4,000 ล้าน, อสังหาฯขานรับปรับจีดีพี, ดีเวลอปเปอร์จองล้น 330 บูท, แนะรัฐแก้สัญญาเช่า 60 ปี, จัดระเบียบเก็บภาษีต่างชาติ

มหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 48

มั่นใจเงินสะพัด 4,000 ล้าน

โดย “องคฤทธิ์ พรหมโยธี” ประธานการจัดงานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 48 ระบุว่า ในช่วงเวลาที่ประเทศกำลังอยู่ในบรรยากาศแห่งความอาลัย ภาคอสังหาริมทรัพย์ยังคงมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสร้างความมั่นคงให้กับสังคมไทย การจัดงานมหกรรมบ้านและคอนโด จึงดำเนินไปด้วยความสำรวม แต่ไม่หยุดนิ่งในการเป็นเวทีสร้างโอกาสให้ประชาชนได้เลือกที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมกับตนเอง รวมถึงเป็นสัญลักษณ์ของความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนที่มุ่งมั่นผลักดันมาตรการเพื่อเพิ่มศักยภาพในการเข้าถึงที่อยู่อาศัยของคนไทย

สำหรับธีมการจัดงานครั้งนี้ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “New Marketplaces, Serve Supply on Every Demand” รวบรวมโครงการบ้านและคอนโดมิเนียมไม่ต่ำกว่า 1,000 โครงการ จากผู้ประกอบการชั้นนำ 150 รายทั่วไทย มูลค่าโครงการมากกว่า 7 แสนล้านบาท พร้อมสถาบันการเงินชั้นนำเข้าร่วมสนับสนุนสินเชื่อและแพ็กเกจพิเศษให้แก่ประชาชนคนอยากมีบ้าน คาดว่าจะมีเม็ดเงินสะพัดกว่า 4,000 ล้านบาท ตลอดระยะเวลา 4 วันของการจัดงาน

“ปีนี้ถือเป็นปีแห่งความท้าทายของตลาดอสังหาริมทรัพย์ การปรับตัวของเศรษฐกิจและพฤติกรรมผู้บริโภคทำให้การตัดสินใจซื้อบ้านต้องอาศัยความมั่นใจและข้อมูลที่ชัดเจน เราจึงออกแบบกลยุทธ์ ‘Fast Track-ทางด่วนของคนอยากมีบ้าน เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงโครงการและสินเชื่อได้รวดเร็วที่สุด ลดภาระขั้นตอนที่ไม่จำเป็น พร้อมรับข้อเสนอพิเศษจากผู้พัฒนาโครงการและธนาคารชั้นนำในงานนี้”

ภายในงานมีการนำเสนอครบทุกประเภทอสังหาริมทรัพย์ ตั้งแต่บ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม คอนโดมิเนียม และโครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน พร้อมข้อเสนอสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษเฉพาะในงาน จากสถาบันการเงินชั้นนำ อาทิ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารออมสิน และบริษัทบริหารสินทรัพย์ พร้อมให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิดแก่ผู้สนใจซื้อบ้านในช่วงปลายปี

ขณะเดียวกัน การจัดงานในครั้งนี้ยังสะท้อนถึงแนวโน้มฟื้นตัวของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเฉพาะในกลุ่มบ้านแนวราบและโครงการระดับลักเซอรี่-ระดับกลาง ยังคงมีความต้องการสูง สอดคล้องกับแนวนโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริมให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง

“เรามองเห็นสัญญาณเชิงบวกของตลาดก่อนหน้านี้ ทั้งจากการลดอัตราดอกเบี้ย และมาตรการสนับสนุนของภาครัฐเอง รวมถึงการยื่นข้อเสนอและมาตรการใหม่ที่หวังใจว่าจะเกิดขึ้น ล้วนมีส่วนช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค และเสริมพลังให้ภาคอสังหาริมทรัพย์เดินหน้าต่อไปอย่างมั่นคง”

อสังหาฯขานรับปรับจีดีพี

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า ในวันเดียวกันนี้ (30 ตุลาคม 2568) สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการคลัง ได้ประกาศปรับประมาณการอัตราขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจของไทย หรือจีดีพี ในปี 2568 ปรับประมาณการเพิ่มเป็นขยายตัว 2.4% จากเดิมคาดการณ์อยู่ที่ 2.2% เหตุผลจากรับอานิสงส์ นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล และนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านมาตรการคนละครึ่งพลัส พร้อมประเมินว่า เศรษฐกิจปี 2569 มีความเป็นไปได้ในการขยายตัวที่ 2% ต่อปี

สำหรับข้อคิดเห็นของนักธุรกิจจากการปรับเพิ่มประมาณการจีดีพีปี 2568 เป็น 2.4% นั้น “ประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) และนายกสมาคมอาคารชุดไทย กล่าวว่า การปรับจีดีพีขึ้นน่าจะมาจากปัจจัยบวกจากมาตรการคนละครึ่งพลัส ที่คาดว่ามีผลต่อจีดีพีประมาณ 0.1-0.2% รวมถึงโครงการกระตุ้นการท่องเที่ยวผ่านมาตรการ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง”มั่นใจเงินสะพัด 4,000 ล้าน, อสังหาฯขานรับปรับจีดีพี, ดีเวลอปเปอร์จองล้น 330 บูท, แนะรัฐแก้สัญญาเช่า 60 ปี, จัดระเบียบเก็บภาษีต่างชาติ

มหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 48

และ “อุทัย อุทัยแสงสุข” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวอธิบายว่า แนวโน้ม GDP ดีขึ้นกว่าคาดการณ์เดิม แสดงว่ารัฐบาลมองว่าเศรษฐกิจไทยดีขึ้น จึงเชื่อว่าจะสะท้อนมาหาวงการอสังหาริมทรัพย์ได้โดยตรง การที่เศรษฐกิจดีขึ้น ความมั่นใจของคนก็เพิ่มมากขึ้น ธุรกิจก็มีโอกาสเติบโตขึ้นด้วยเป็นเงาตามตัว ไม่ว่าจะเป็นการส่งออกสินค้าเกษตร ภาคการท่องเที่ยว และอื่น ๆ ซึ่งหากมีการปรับตัวได้ดีขึ้น ประชาชนมีเงินเข้ากระเป๋าตัวเองมากขึ้น ก็จะมีเงินมาซื้ออสังหาฯด้วย ทุกอย่างเป็นความสัมพันธ์ในระบบเศรษฐกิจโดยตรง

“ตอนนี้เหลือเวลา 2 เดือนเศษในปี 2568 นับเป็นช่วงโค้งสุดท้ายปลายปีแล้ว จะเห็นว่างานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 48 นี้ ถ้าคนมีความมั่นใจว่าเศรษฐกิจในอนาคตจะเริ่มดีขึ้น ผมคิดว่าคนก็กล้าที่จะตัดสินใจในการซื้อของมากขึ้น เป็นเรื่องจิตวิทยาผู้บริโภคที่มีความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้น”

ดีเวลอปเปอร์จองล้น 330 บูท

ขณะที่ “ประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต” ในฐานะนายกสมาคมอาคารชุดไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า งานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 48 นับเป็นครั้งประวัติศาสตร์ในหลายเรื่อง ประเมินจากในช่วง 10 เดือนแรกปี 2568 ภาวะเศรษฐกิจมีปัจจัยกระทบที่เรียกว่าเป็นมรสุมเศรษฐกิจมากมายหลายเรื่องตั้งแต่ต้นปี ทั้งเหตุการณ์แผ่นดินไหวในกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมา, ผลกระทบจากภาษีทรัมป์, การเมืองภายในประเทศ มองว่าเป็น 10 เดือนแห่งผลกระทบด้านลบ (Negative Impact) ที่ถาโถมเข้ามาพร้อม ๆ กันอย่างไม่เคยมีมาก่อน

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจมักจะมีโอกาสซ่อนอยู่เสมอ เห็นได้จากสถิติการจองบูทของผู้ประกอบการเพื่อเข้าร่วมงานมหกรรมบ้านและคอนโดครั้งนี้ ปรากฏว่าถูกจองเต็มฮอลล์ 5 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ จำนวน 330 บูท สะท้อนถึงความมั่นใจของผู้ประกอบการ ที่มีความคาดหวังว่ายอดจองซื้อบ้านและคอนโดฯภายในงาน จะเป็นดัชนีชี้วัดการฟื้นตัวของภาคธุรกิจที่อยู่อาศัย จากจุดต่ำสุดที่เคยประเมินไว้เมื่อตอนต้นปี ไม่ให้ตกต่ำจนเกินไป

แนะรัฐแก้สัญญาเช่า 60 ปี

ทั้งนี้ ในยุครัฐบาล แพทองธาร ชินวัตร ได้ออกมาตรการกระตุ้นอสังหาฯ เพื่อสร้างโอกาสให้ผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลางสามารถเข้าถึงโอกาสการซื้อที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง ผ่าน 6 มาตรการหลัก อาทิ ลดค่าโอน-จดจำนอง จาก 3% เหลือ 0.01% หรือลดภาระจากล้านละ 30,000 บาท เหลือล้านละ 300 บาท เงื่อนไขสำหรับการซื้อและโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท, ด้านการเงินทางธนาคารแห่งประเทศไทย หรือแบงก์ชาติ มีการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV-Loan to Value (มาตรการบังคับเงินดาวน์แพงสำหรับการขอสินเชื่อที่อยู่อาศัยหลังที่ 2 เป็นต้นไป) โดยสามารถขอกู้ได้ 100% โดยมีอายุมาตรการถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2569

ขณะที่รัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งเป็นรัฐบาลชุดปัจจุบัน แต่มีข้อจำกัดเป็นรัฐบาลชั่วคราว มีนโยบายหลักในการมุ่งเน้นปัญหาปากท้อง และมาตรการ Quick Big Win ดังนั้น ภาคธุรกิจอสังหาฯจำเป็นจะต้องปรับกลยุทธ์รอบด้านเพื่อประคับประคองสถานการณ์การทำธุรกิจไปได้ตลอดรอดฝั่งในปี 2568 นี้

สำหรับปี 2569 ทาง 3 สมาคม ได้แก่ สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร สมาคมอาคารชุดไทย และสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย มีความเห็นสอดคล้องกันว่า นอกจากมาตรการรัฐ 6 มาตรการเดิมแล้ว มีข้อเสนอบวกเพิ่ม 1 มาตรการ เพื่อขอให้รัฐบาลพิจารณาสนับสนุน ในเรื่องการจัดให้มีโครงสร้างสัญญาเช่าระยะยาวสำหรับคนไทยและชาวต่างชาติ ประเด็นคือ สัญญาเช่าตามกฎหมายไทยยาวสุด 30 ปี ทำให้มีจุดอ่อนในเรื่องการขอสินเชื่อเพื่อพัฒนาโครงการ เพราะสถาบันการเงินมองว่าสัญญาเช่า 30 ปียังมีความเสี่ยง จึงปล่อยสินเชื่อเพียง 60-70% ของมูลค่าสัญญาเช่า

แต่ถ้าหากรัฐบาลพิจารณาแก้ไขปรับปรุงให้กฎหมายสัญญาเช่าระยะยาวเพิ่มเป็น 60 ปี ในสายตาของสถาบันการเงิน แม้เป็นสัญญาเช่าแต่กลายเป็นหลักประกันที่มีมูลค่าเทียบเท่าการถือกรรมสิทธิ์ ทำให้สามารถพิจารณาสินเชื่อได้เทียบเท่าการถือกรรมสิทธิ์ หรือกู้ได้มากขึ้นโดยอัตโนมัติ ซึ่งจะทำให้เป็น Quick Big Win ทั้งผู้เช่าที่เป็นคนไทยและคนต่างชาติ และผู้ให้เช่าหรือเจ้าของที่ดิน มีทางเลือกไม่ต้องขายที่ดิน แต่รักษาความเป็นเจ้าของไว้ได้โดยปล่อยเช่าระยะยาวแทนมั่นใจเงินสะพัด 4,000 ล้าน, อสังหาฯขานรับปรับจีดีพี, ดีเวลอปเปอร์จองล้น 330 บูท, แนะรัฐแก้สัญญาเช่า 60 ปี, จัดระเบียบเก็บภาษีต่างชาติ

โปรโมชั่นมหกรรมบ้านและคอนโด

จัดระเบียบเก็บภาษีต่างชาติ

ทั้งนี้ มีข้อเสนอเพิ่มเติมด้วยว่า รัฐบาลควรถือโอกาสจัดระเบียบการเก็บภาษีการถือครองอสังหาริมทรัพย์ของคนต่างชาติ เช่น ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง หรือ Property Tax ซึ่งปัจจุบันไม่ได้มีอัตราจัดเก็บสำหรับชาวต่างชาติแต่อย่างใด ยกตัวอย่างใกล้ตัวคือ กฎหมายไทยเปิดช่องให้ลูกค้าต่างชาติซื้อและโอนกรรมสิทธิ์คอนโดฯได้ 49% ในแต่ละโครงการ ที่เรียกว่าโควตา 49% แต่ปรากฏว่าการเสียภาษี Property Tax คนต่างชาติเสียอัตราเดียวกันกับคนไทย

ในขณะที่หากเปรียบเทียบโมเดลในต่างประเทศ มีรูปแบบคล้ายกันคือ จัดเก็บภาษีอสังหาริมทรัพย์สำหรับคนต่างชาติสูงกว่าอัตราจัดเก็บคนในประเทศ เช่น สิงคโปร์ อเมริกา อังกฤษ ฮ่องกง ฯลฯ ข้อเสนอคือรัฐบาลควรพิจารณาปรับโครงสร้างใหม่ โดยจัดเก็บภาษีคนต่างชาติถือครองอสังหาฯไทย เช่น คนไทยเสียภาษี Property Tax ในอัตรา 0.2% หรือล้านละ 200 บาท แต่รัฐบาลอาจตั้งอัตราจัดเก็บภาษีสำหรับผู้ถือครองที่เป็นชาวต่างชาติ ในอัตรา 1-2% หรือล้านละ 10,000-20,000 บาท

“ข้อดีคือภาษีที่ดิน หรือ Property Tax เป็นภาษีที่จัดเก็บรายปี จะทำให้รัฐมีรายได้จัดเก็บเพิ่มขึ้นปีละหลายหมื่นล้านบาท สำหรับนำมาพัฒนาประเทศ หรืออาจนำมาจัดตั้งกองทุนสนับสนุนสินเชื่อที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยและปานกลางที่เป็นคนไทย เพิ่มโอกาสการมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง ซึ่งเท่ากับทำให้ผู้มีรายได้น้อยและปานกลางมีความมั่นคงในชีวิต เพราะที่อยู่อาศัยเป็นปัจจัย 4 ในการดำรงชีวิต”

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่