ณวัฒน์ อิสรไกรศีล พลิกเวทีนางงามสู่ตลาดหลักทรัพย์ เมื่อ ‘ครีเอทีฟ’ คือหัวใจ ‘ธุรกิจพันล้าน’
‘ณวัฒน์ อิสรไกรศีล’ หรือที่หลายคนรู้จักเขาในนามของ ‘บอสณวัฒน์’ ได้กลายเป็นหนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลของวงการนางงาม เพราะนอกจากจะเป็นผู้ก่อตั้งและเจ้าของเวที ‘มิสแกรนด์’ ที่ทลายกรอบการประกวดนางงามแบบเดิมๆ เขายังขยายอาณาจักรสู่ระดับโลก ด้วยการรับลิขสิทธิ์เวทีการประกวด ‘มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์’ (MUT) รวมเป็นระยะเวลา 25 ปี
เบื้องหลังความสำเร็จในวันนี้ คือเส้นทางการต่อสู้ของนักธุรกิจที่กล้า “คิดต่าง” และ “สร้างเอง” จนกลายเป็นอาณาจักรมูลค่าพันล้านบาท ภายใต้ชื่อ บริษัท มิสแกรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MGI
- จากคนบันเทิง สู่ เจ้าของมิสแกรนด์ฯ
ทั้งนี้ ณวัฒน์ เป็นคนในวงการบันเทิงที่ผ่านงานมาหลากหลาย ก่อนจะก้าวเข้าสู่วงการนางงามในปี 2006-2007 โดยได้รับโอกาสบริหาร มิสไทยแลนด์เวิลด์ ซึ่งเขาดูแลทุกกระบวนการ ตั้งแต่การผลิต การตลาด ไปจนถึงการส่งนางงามไปประกวดระดับโลก
ในช่วงปี 2007-2012 เขาทำให้เวทีนี้กลับมามีสีสันและกำไรหลายสิบล้านบาทต่อปี แต่เมื่อบริษัทต้องการสิทธิเวทีกลับ ณวัฒน์จึงต้องยุติบทบาทนั้นลง จุดนี้เองกลายเป็นแรงผลักสำคัญให้เขาคิดว่า “ทำไมไม่สร้างเวทีของตัวเอง ที่เป็นของเรา 100%”
ปี 2013 คือจุดเริ่มต้นของ Miss Grand Thailand และ Miss Grand International เวทีนางงามสัญชาติไทยที่ตั้งเป้าไปสู่ตลาดโลก ช่วงแรกเป็นเพียงการรับสมัครนางงามทั่วประเทศแบบรวมศูนย์ ยังไม่มีการแบ่งสิทธิตามจังหวัด กระทั่งปี 2015-2016 จึงเริ่มขายลิขสิทธิ์จังหวัดทั่วประเทศ จนกลายเป็นเครือข่าย 77 จังหวัดในปัจจุบัน ซึ่งกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้แบรนด์เติบโตอย่างรวดเร็ว

ภาพประกอบข่าว
ณวัฒน์อธิบายว่า เหตุผลที่ต้องสร้างเวทีของตัวเอง เพราะไม่อยากอยู่ภายใต้แบรนด์ต่างชาติที่ควบคุมไม่ได้ “เราต้องการความยั่งยืน ไม่อยากถูกกำหนดจากคนอื่นอีกต่อไป”
แม้ช่วงแรกจะถูกมองข้ามจากต่างประเทศ เพราะแบรนด์ใหม่ไม่เป็นที่รู้จัก แต่นวัตกรรมและความเข้าใจในตลาดบันเทิงของณวัฒน์ทำให้เวทีเติบโตอย่างรวดเร็ว ภายในปีแรกมีผู้เข้าร่วมกว่า 70-80 ประเทศ เขาใช้กลยุทธ์สร้าง “คาแร็กเตอร์เวที” ที่แตกต่าง เวทีแกรนด์ไม่ใช่เพียงเวทีนางงาม แต่เป็น “เอ็นเตอร์เทนเมนต์เต็มรูปแบบ” ที่ต้องอาศัยการลงทุนสูงตั้งแต่โปรดักชั่นจนถึงการตลาด
“ตอนเริ่มต้นใช้ทุนประมาณ 30 ล้านบาท เก็บตัว โปรดักชั่น วันประกวดสุดท้ายต้องมีอีก 20 ล้าน รวมแล้วไม่ต่ำกว่า 50 ล้าน แต่รายได้เราต้องแตะหลักร้อยล้านถึงจะคุ้ม”
ในช่วงปีแรก เขายอมรับว่าขาดทุนหลายล้าน แต่หลังจากสร้างแบรนด์ได้ ความเชื่อมั่นของสปอนเซอร์ก็เพิ่มขึ้น ปัจจุบันสามารถขายสปอนเซอร์รายใหญ่ได้มูลค่าสูงถึง 30 ล้านบาทต่อราย

ภาพประกอบข่าว
- นางงามปักตะกร้า สู่ ตลาดหลักทรัพย์
โดยหนึ่งในแนวคิดที่ทำให้ ณวัฒน์ พลิกเกมธุรกิจคือการผลักดันให้นางงามเป็น “นักขาย” หรือเรียกกันในแวดวงว่า “นางงามปักตะกร้า” ผ่านแพลตฟอร์มโซเชียล โดยเฉพาะ TikTok ซึ่งกลายเป็นช่องทางสร้างรายได้หลัก
เขากล่าวว่า “ไม่ได้คิดเอง โซเชียลบังคับเราให้คิด และมันเป็นสิ่งที่เราปฏิเสธมันไม่ได้ เราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องยอมรับโลกาภิวัตน์ในการเปลี่ยนแปลง เพราะตอนนี้เงินอยู่ในอากาศ ถ้าเราช้า เราก็ไม่มีวันตามทัน”
ระบบ “ปักตะกร้า” ของมิสแกรนด์จึงเกิดขึ้น เพื่อให้ทั้งบริษัทและนางงามได้ประโยชน์ร่วมกัน (win-win) ผู้ขายจะได้ค่าคอมมิชชั่น 10% จากยอดขาย เช่น ขายได้ 150,000 บาท นางงามได้ 15,000 บาททันที อย่าง “อิงฟ้า-ชาล็อต” สามารถสร้างยอดขายจากไลฟ์เพียงชั่วโมงเดียวได้ถึงหลักล้านบาท และได้รับของขวัญมูลค่า 3-4 แสนบาท
กลายเป็นโมเดลรายได้ใหม่ของวงการนางงามไทย
“นี่เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้ทุกคนมีรายรับเพื่อยังชีพตัวเอง มันเป็นสิ่งสำคัญ” บอสย้ำถึงสิ่งที่เขาให้ความสำคัญ นั่นคือ “รายได้ของนางงาม” และว่า “ผมว่า มันเป็นอะไรที่ตอบโจทย์สำหรับคนที่ทำ เขาได้รายได้จริงๆ เลย แล้วเขาได้เดี๋ยวนี้เลย”
ณวัฒน์เรียกโมเดลนี้ว่า “Win-Win ทุกฝ่าย” เพราะนางงามได้รายได้ส่วนตัวและของขวัญจากแฟนคลับ บริษัทได้ยอดขายโดยไม่ต้องพึ่งห้างร้านหรือจ่ายคอมมิชชั่น 40% ให้ซุปเปอร์มาร์เก็ต โรงงานและซัพพลายเชนได้ออเดอร์เพิ่ม เกิดการจ้างงานต่อเนื่อง
หลังโควิด-19 MGI ปรับตัวเต็มรูปแบบเข้าสู่ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ โดยมีรายได้หลักกว่า 50% มาจาก “การปักตะกร้า” ส่วนที่เหลือมาจากคอนเสิร์ต ซีรีส์ และกิจกรรมบันเทิงอื่นๆ และเพียงสองปีหลังวิกฤตโควิด MGI ก็สามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้สำเร็จ ตัวเลขผลประกอบการเติบโตต่อเนื่อง มีกำไรสุทธิกว่า 1,000 ล้านบาทต่อปี และมีสินค้าในเครือกว่า 100 รายการ
ทั้งนี้ บริษัทแม่ MGI แยกออกเป็นบริษัทย่อย 3 แห่ง ได้แก่ MGI Beyond ดูแลศิลปิน งานคอนเสิร์ตและซีรีส์ MGI X ดูแลเทคโนโลยี ระบบขายตั๋ว และการตลาดออนไลน์ทั่วโลก และ MGI Clinic (กำลังพัฒนา) ธุรกิจสุขภาพและความงาม นอกจากนี้ยังมีการทำคอนเสิร์ตทั้งในและต่างประเทศ ผลิตซีรีส์และภาพยนตร์ด้วยตนเอง ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนรายได้ประมาณ 50% ของบริษัท
“ถามว่าสำเร็จหรือยัง ผมไม่อยากจะพูดว่าสำเร็จ เพราะว่าการที่คนเราจะประสบความสำเร็จ มันไม่รู้ว่าอะไรคือคำว่าสำเร็จ มันมีไปต่อเรื่อยๆ ขอเรียกว่า ระยะทางในการเดินทางมาถึงจุดที่น่าสนใจ และน่าพอใจ แต่ก็คงไม่หยุดแค่นี้ มันอาจจะกลัวคำว่าสำเร็จ เพราะถ้าสำเร็จแล้ว ก็คงไม่รู้จะทำอะไรอีก เอาเป็นว่า ทุกอย่างกำลังพัฒนาให้มันยิ่งใหญ่มากขึ้น เติมเต็มให้มันแข็งแกร่งขึ้น อยากให้คุณค่ากับการพัฒนาให้สูงขึ้น เพื่อตอบโจทย์การที่เราเข้าตลาดหลักทรัพย์”
ทั้งนี้ ณวัฒน์มองกลยุทธ์ที่ทำให้มิสแกรนด์เติบโตว่า จุดเด่นของมิสแกรนด์คือ “Think Different หรือความคิดที่แตกต่าง” เขาสร้างการประกวดให้เป็น “เอ็นเตอร์เทนเมนต์โชว์” เต็มรูปแบบเพื่อให้เข้าถึง “คนรุ่นใหม่” รวมถึงมีระบบ “ด้อม” แฟนคลับที่มีกลุ่มคนผู้บริหารงานเพื่อสร้างกระแส อีกสิ่งหนึ่งที่แหวกตลาดคือการทำ “คู่จิ้นหญิง-หญิง” หรือ Girl Love (GL) เพื่อขยายฐานผู้ชมใช้โซเชียลมีเดียขับเคลื่อนศิลปิน ทั้งคอนเทนต์และยอดขายไปพร้อมกัน
“ด้อมมีกำหนดกฎเกณฑ์ของมัน มีเทคนิค มีการบริหาร ด้อมไม่ใช่อยู่ๆ เกิดมาเป็นแฟนคลับ แต่ด้อมต้องมีลำดับ มีผู้บริหารงาน มีผู้จัดการด้อม มีแอดมินด้อม มีเหรัญญิก ด้อมจึงสามารถดำรงอยู่ได้ ศิลปินขายของทีไร ก็ต้องใช้พลังการเงินจากด้อม อย่างอิงฟ้าขึ้นไลฟ์ขายของแป๊บเดียวก็ล้าน ซึ่งเราก็ประสบความสำเร็จ”
- จาก ‘มิสแกรนด์’ สู่การแก้เกม ‘มิสยูนิเวิร์ส’
ต่อมาในปี 2023 ณวัฒน์สร้างความฮือฮาเมื่อประกาศซื้อลิขสิทธิ์มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ และได้รับแต่งตั้งเป็น Vice President ของ Miss Universe Organization ระดับโลก เมื่อจับเวทีนางงามระดับแกรนด์สแลมถึง 2 เวที ณวัฒน์ไม่ขอตอบว่าเป็นผู้ทรงอิทธิพลของวงการนางงามหรือไม่ “แล้วแต่ใครจะเรียก” เขาออกตัว เพราะสำหรับเขาแล้ว การได้ยูนิเวิร์สมาถือลิขสิทธิ์ ถือเป็นการแก้ปัญหาของเขา
“ยูนิเวิร์สสมัยก่อนไม่ได้อยู่กับผม แฟนคลับยูนิเวิร์ส หรือกลุ่มบุคคลที่ทำยูนิเวิร์ส เขามักจะดูถูก ถากถาง หรือกระแทก แล้วผมเป็นคนสู้คน เวลาที่กระทบกระแทกผมมักจะจัดการกลับ ผมสัญญาว่าไม่เคยเริ่มกับใครก่อน แต่ใครเริ่มกับผม ผมก็ตอบรับและก็คืนกำไร และดอกเบี้ยให้ทุกครั้ง เพราะผมเป็นมนุษย์ และผมคิดว่าสิทธิมนุษยชนของผมสำคัญ และการตอบโต้เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องมี มิเช่นนั้นเราจะถูกเค้าว่าหรือใส่ร้ายไปเรื่อยๆ”
“จนถึงจุดหนึ่งที่ผมรู้สึกรำคาญ คือมิสแกรนด์ผมก็รายได้เยอะมากแล้ว ผมก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร ผมก็เข้าตลาดหลักทรัพย์แล้ว แต่ทำไมยังมาพูดว่าผมเป็นเวทีกระจอก เวทีตลาดล่าง เวทีหมอลำ เวทีไม้กระดาน คือเขาจะคิดว่า ยูนิเวิร์สคือแพง คือที่สุด แต่ผมบอกเลย ในขณะที่มิสแกรนด์ทำเงินเยอะมากๆ จนเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้ แต่คุณก็ยังด่าเรา ผมก็เลยคิดว่า เราไม่ด่ากลับ เราเหนื่อย เอางี้ดีกว่า ไปเอามาเลยแล้วกัน”
“เพราะเราก็มีเงิน เงินก็เยอะ ทุกคนคิดว่า มันเป็นไปไม่ได้หรอก เพราะเราคือคู่แข่งกับยูนิเวิร์ส คอนฟลิกมาตลอดเวลา ยูนิเวิร์สฟ้องเราด้วยสมัยปี 2013 เราคือคู่แข่งกัน กระแทกกันอยู่ตลอด แต่บังเอิญว่าผมเป็นครีเอทีฟ ผมก็หาวิธีการแมตชิ่งให้ได้ ว่าเราจะแมตช์กับเขาได้ด้วยวิธีอะไร ซึ่งในที่สุดก็คุยกันอยู่ลับๆ ประมาณสัก 2-3 เดือน ตอนแรกก็จ่ายเป็นเงินสดๆ 180 ล้านบาท โอนออกจากบริษัทเอาไปเลย หลังจากนั้นอีกไม่รู้เท่าไหร่ ถึงทำให้ได้ลิขสิทธิ์มาตอนแรก 5 ปี ตอนหลังอีก 20 ปี เป็น 25 ปี”
“การที่ผมได้ยูนิเวิร์สมา ใครจะเรียกเจ้าพ่อนางงาม ยิ่งใหญ่ที่สุดไหม แล้วแต่จะเรียกเลย สำหรับผมคือการแก้ปัญหาระยะยาว ที่มันหนวกหู มันไม่มีประโยชน์ ผมชอบทำให้เห็นว่า ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน ไม่ได้อยู่ที่คำพูดดูถูกของใครที่จะมาดูถูกกัน และอย่ามาหาเรื่องกัน”
“ดังนั้น การได้ยูนิเวิร์สมา ประเด็นหลักคือการแก้ปัญหาทั้งหมดทั้งปวง ด้วยวิธีการซื้อมันซะเลย วันนี้ ยูนิเวิร์สอยู่กับผม ใครจะด่าอีก ตอนนี้ชมยูนิเวิร์สก็คือชมผมด้วย เงินหาไม่ยากครับ โอกาสหายาก แรร์ไอเทมคือสิ่งที่เราต้องซื้อมา”

ภาพประกอบข่าว
- หลักคิดและปรัชญาในการทำงาน
“ธุรกิจนางงามเหมือนธุรกิจทั่วไป เพียงแต่สินค้ามันคือชีวิตของคน”
ณวัฒน์มองว่าความยากที่สุดคือ “การปั้นนางงามให้กลายเป็นศิลปิน” เพราะต้องเข้าใจตลาดใหม่ รู้ว่าผู้ชมต้องการอะไร และทำให้คนชอบในแบบของตัวเอง
“สิ่งที่ยากจะทำให้มันได้คือ การเริ่มต้นของชีวิตนางงาม เมื่อมงลงมันจุดเริ่มต้น มันไม่ใช่จุดสำเร็จ แต่เราจะพานางงามหลังจากได้ตำแหน่งไปสู่ความสำเร็จยอดนิยม ทำยังไง มันค่อนข้างแอบละเมียดละไม และซีเรียสนิดหนึ่ง”
สูตรการเลือก “นางงามมงลง” ของบอสจึงเป็นว่า สำหรับ “มิสแกรนด์” ต้องเอ็นเตอร์เทนเก่งๆ ร้องเพลงได้ รับมุขเก่งๆ กล้าแสดงออก เป็นคนเอ็นเตอร์เทนคน ไม่ต้องเรียบร้อยเยอะ ตัวไม่ใหญ่จนเกินไป ขายของได้ ถ้าขายของไม่ออก หรือขายได้น้อย ยากมากที่จะชนะ เพราะสปอนเซอร์รอ พรีเซ็นเตอร์รอ
ส่วน “มิสยูนิเวิร์ส” ต้องออกเป็นบิวตี้ควีนนิดๆ เพราะแฟนคลับก็อยากให้ไประดับจักรวาลแล้วชนะ แต่คนที่ไประดับจักรวาลแล้วชนะ มันเป็นลักษณะที่ปั้นยากนิดนึง แต่เราก็ต้องซื้อ แต่เราก็ขอเป็นคนที่ขายของเก่งๆ อย่างน้อยเป็นอาวุธอย่างหนึ่ง ร้องเพลงไม่เก่ง ก็อาจจะต้องไปเรียน
“ถามว่ากดดันไหมในการลงมาทำมิสยูนิเวิร์ส ไม่กดดันเลย อะไรที่ผมตัดสินใจได้ 100 เปอร์เซ็นต์ มันเป็นสิ่งที่ผมสนุก ถ้าเป็นยูนิเวิร์สไทยแลนด์ ผมตัดสินใจได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ก็ออกมาสมใจอยาก ผมไม่กลัวเลย”
“แต่ที่กำลังทำอยู่แล้วสนุกกับแอบรู้สึกเป็นกังวลนิดหน่อย คือมิสยูนิเวิร์สครั้งที่ 74 ที่จะเกิดในประเทศไทย เพราะผมไม่ได้มีอำนาจเด็ดขาด 100 เปอร์เซ็นต์ ยูนิเวิร์สเมืองนอกจะเข้ามาเกี่ยวข้องและร่วมงานและมาเลือกบางอย่าง ซึ่งตรงนี้จะไม่ 100 เปอร์เซ็นกับผม ที่ผมเป็นห่วงและกังวล ซึ่งครั้งนี้ก็ทุ่มทุนเยอะ เป็นร้อยๆ ล้าน คนดูประมาณเกือบ 15,000 คน แล้วถ่ายทอดไปทั่วโลก สเกลมันใหญ่ ก็ทำเต็มที่เต็มความสามารถ”

ภาพประกอบข่าว
หัวใจสำคัญในการทำงานของเขา คือ “ความคิดสร้างสรรค์ที่ไม่มีวันหยุด”
“การทำงานนี้ เราได้มีความเป็นครีเอทีฟตลอดเวลา ทำสินค้ามันอาจจะเป็นซีรีส์ของมัน แต่ว่าถ้าทำวงการนางงามมันมีการทำร่วมกันระหว่างนางงาม ศิลปิน โปรดักต์ อีเวนต์ คอนเสิร์ต ซีรีส์ ภาพยนตร์ มันวนกันอยู่แบบนี้ ซึ่งต้องใช้ความเป็นครีเอทีฟหมุนตลอดเวลา และเราก็ต้องคิดมากกว่านั้นว่าจะทำให้คนชอบศิลปินเรามากขึ้นด้วยวิธีอะไร เพราะธรรมชาติของนางงาม แฟนคลับจะอยู่กับนางงามไม่เกิน 1 ปี หลังจากไปประกวดจบ เวทีใหญ่จบ คุณได้อะไรมา สมมุติคุณไม่ได้อะไร คุณได้น้อย คุณได้มาก แต่คุณไม่ได้ชนะ มันจะค่อยๆ ลงหาย พอมีการรับสมัคร มีหน้าใหม่ แฟนก็จะไปเล็งปีหน้าแล้ว ตัวอย่างนางงามในอดีตที่ผ่านมา ย้อนหลังไป 10 ปี บางทีคนก็ทิ้งเค้าหมด หรือไม่ก็เหลืออยู่ไม่กี่คนที่ซัพพอร์ต อันนี้คือความจริง ถ้าเราไม่เข้าใจความจริงเราก็จะแก้ปัญหาไม่ได้ ซึ่งเราก็ไม่อยากให้เหตุการณ์อย่างนั้นมันเกิดขึ้น แต่ว่าถ้ามันเลี่ยงไม่ได้ มันจะเกิด มันก็ต้องยอมรับสภาพ แต่สิ่งที่ทำได้คือ ทำยังไงให้มันไม่เกิดหรือเกิดช้าที่สุด ก็ต้องใช้เทคนิคช่วย วิธีอื่น เช่น เอาเกิร์ลเลิฟเข้ามาช่วย มันจะได้มีแสงจับมากขึ้น”
“ฉะนั้น งานนี้ต้องครีเอทีฟไปเรื่อยๆ ห้ามหยุดคิด หยุดไม่ได้ ถ้าหยุดปั๊บ บริษัทจะเหงา งานจะนิ่ง เราต้องสร้างสิ่งใหม่ตลอดเวลา” บอสย้ำ
เรียกได้ว่า ณวัฒน์ปลุกชีพวงการนางงามให้กลายเป็น “ธุรกิจพันล้าน” ด้วยการนำเข้าสู่ “ตลาดหลักทรัพย์” พร้อมแนวคิดการปั้น “นางงาม” ผู้หญิงสวยใส่มงที่ “ขายได้ ปั้นได้ ปังได้” และที่สำคัญคือ “อยู่ได้” ในโลกธุรกิจที่หมุนเร็วแบบไม่รอใคร

ภาพประกอบข่าว
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่