เตรียมแผนรับมือแล้งปี69 เดินหน้าโครงการเสริมความมั่นคง

นายทินกร เหลือล้น ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 9 กรมชลประทาน เปิดเผยว่า จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อาจส่งผลกระทบให้ ปี 2569 เกิดปัญหาภัยแล้ง ดังนั้นเพื่อสร้างความมั่นใจต่อประชาชน เกษตรกร และนักลงทุน ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)  ให้มีน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภค การเกษตร การท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมเพียงพอ

และเนื่องจากความต้องการใช้น้ำในพื้นที่ EEC ในพื้นที่จังหวัด ฉะเชิงเทรา  จังหวัดชลบุรี และจังหวัดจันทบุรี จะเพิ่มขึ้นมากสุด 53.5% ของความต้องการน้ำทั้งภาคตะวันออก โดยในปี 2580 คาดว่าความต้องการรวมจะสูงถึงประมาณ 3,089 ล้านลบ.ม.ต่อปี เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันเกือบ 30% โดยน้ำเพื่ออุปโภค–บริโภคและการท่องเที่ยวมีอัตราเพิ่มสูงสุด 56%  รองลงมาคือ น้ำเพื่อภาคอุตสาหกรรม เพิ่มขึ้น 43% และน้ำเพื่อเกษตรกรรเพิ่มขึ้น 17%

เตรียมแผนรับมือแล้งปี69 เดินหน้าโครงการเสริมความมั่นคง

รัฐบาลเล็งเห็นความสำคัญ จึงเดินหน้าสร้างเครื่องมือเพื่อบริหารจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพเป็นไปตามเป้าหมาย สามารถกระจายน้ำได้ทั่วถึงและเพียงพอต่อการอุปโภคบริโภค รวมทั้งสามารถรักษาระบบนิเวศ การเกษตร การอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว

จึงได้ดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำ ตั้งแต่ปี 2563-2580 รวมทั้งสิ้น 39 โครงการ  มีทั้งการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำใหม่ ปรับปรุงเพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำเดิม สร้างโครงข่ายน้ำเพิ่มขึ้น จัดทำระบบสูบน้ำกลับ รวมทั้งการขุดลอก และการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ลุ่มต่ำเพิ่มเติม และยังได้มีการนำแนวคิดและนวัตกรรมมาใช้ในการบริหารจัดการน้ำเพิ่มขึ้น

ความคืบหน้าล่าสุดของโครงการบริหารจัดการน้ำในเขต EEC  รวมจำนวน 39 โครงการ สามารถเพิ่มปริมาณน้ำได้ 909.79 ล้าน ลบ.ม. แบ่งเป็นโครงการในจังหวัดฉะเชิงเทรา จำนวน  7 โครงการ จะมีปริมาณน้ำ 362.70 ล้าน ลบ.ม. จังหวัดชลบุรี / ระยอง จำนวน 29 โครงการ รองรับน้ำได้ 547.09 ล้าน ลบ.ม. และจังหวัดจันทบุรี มีจำนวน 3 โครงการ จะมีปริมาณน้ำ 248.30 ล้าน ลบ.ม.

ทั้งนี้มีโครงการที่ดำเนินการแล้วเสร็จ 17 โครงการ สามารถเพิ่มปริมาณน้ำได้ 258.59 ล้าน ลบ.ม.อยู่ระหว่างก่อสร้าง 6 โครงการ สามารถเพิ่มปริมาณน้ำได้ 109.20 ล้าน ลบ.ม.และอีก 16 โครงการกำลังผลักดันให้เกิดขึ้น โดยมีทั้งการสร้างอ่างเก็บน้ำใหม่ การผันน้ำเชื่อมโยง และโครงข่ายท่อส่งน้ำ สามารถเพิ่มปริมาณน้ำได้ 542 ล้าน ลบ.ม.

สำหรับโครงการในพื้นที่ อีอีซี มีบทบาทสำคัญต่อการลงทุน อุตสาหกรรมเป้าหมาย และการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ  โดยปัจจุบันได้วางระบบสูบ–ผันน้ำและติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มีน้ำเพียงพอทั้งเพื่อการอุปโภคบริโภค เกษตรกรรม และอุตสาหกรรม

ทั้งนี้ กรมชลประทานยืนยันว่า แผนการบริหารจัดการน้ำจะคำนึงถึงความสมดุลระหว่างภาคเศรษฐกิจและการใช้น้ำของประชาชน โดยได้เตรียมระบบสำรองน้ำและพัฒนาระบบติดตามแบบเรียลไทม์ เพื่อสร้างความมั่นใจให้ทั้งนักลงทุนและชุมชนในพื้นที่

สำหรับแผนยุทธศาสตร์ในการแก้ปัญหาภัยแล้ง ของกรมชลประทานจะมุ่งเน้นการพัฒนาแหล่งน้ำโดยใช้ศักยภาพของลุ่มน้ำต่าง ๆ ให้เกิดความสมดุลเพียงพอต่อความต้องการ บริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ ปรับปรุงการบริหารจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพโดยคำนึงถึงความต้องการใช้น้ำในแต่ละพื้นที่ มีแนวทางในการป้องกันและบรรเทาภัยจากน้ำเพื่อลดความเสี่ยงจากภัยแล้งและน้ำท่วม

รวมทั้งการสร้างเครือข่ายความร่วมมือในทุกภาคส่วน กำหนดให้มีการบริหารจัดการน้ำในระดับพื้นที่พร้อมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน สร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาภัยแล้ง รวมทั้งการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในการบริหารจัดการน้ำ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำอย่างยั่งยืน