สธ. หยุดปัญหาโรคไต ใช้การ “คัดกรองเชิงรุก” ช่วยคนไทยห่างไกลโรคไตเรื้อรัง

“โรคไตเรื้อรัง” ไม่เพียงเป็นปัญหาสุขภาพที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย แต่ยังส่งผลกระทบต่อภาระค่าใช้จ่าย ของประเทศ โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคไตวาย ระยะที่ 5 ซึ่งเป็นระยะสุดท้ายและต้องเข้ารับการบำบัดทดแทนไต การตรวจคัดกรองประชาชนกลุ่มเสี่ยงต่อการเกิดภาวะไตวาย เพื่อค้นหาผู้ป่วยให้ได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จึงเป็นแนวทางที่กระทรวงสาธารณสุขเดินหน้าอย่างเต็มกำลัง เพราะจะช่วยให้ผู้ป่วยเข้ารับการดูแลรักษาได้อย่างทันท่วงที สามารถชะลอความเสื่อมของไต ป้องกันไม่ให้เข้าสู่ภาวะไตวายระยะสุดท้ายได้

“โรคไตเรื้อรัง” ปัญหาสำคัญของคนไทย

“ข้อมูลจากการศึกษา Thai-SEEK (Screening and Early Evaluation of Kidney Disease) ปี 2007-2008พบว่า มีคนไทยเป็นโรคไต 17.5% ของประชากรผู้ใหญ่ ถ้าคิดในฐานประชากร ณ ช่วงนั้น คาดการณ์ว่ามีประมาณ 8 ล้านคน ถ้านำเปอร์เซ็นต์มาคูณจำนวนประชากรคนไทยในปี 2025 ปีนี้ ซึ่งมีประชากรผู้ใหญ่ประมาณ 61 ล้านคน จะเห็นตัวเลขที่น่าตกใจมาก เพราะคาดการณ์ว่าจะมีผู้ป่วยโรคไตในประเทศไทยถึง  10 – 11 ล้านคน หรือ 1 ใน 7 ของคนไทยป่วยเป็นโรคไต” นพ.พิเชษฐ พัวพันกิจเจริญ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพระจอมเกล้า จังหวัดเพชรบุรี ในฐานะประธานคณะกรรมการพัฒนาระบบบริการสุขภาพ (Service Plan) สาขาไต กล่าวถึงปัญหาสุขภาพที่สำคัญของคนไทยอย่าง ‘โรคไตเรื้อรัง’

เนื่องจากโรคไต เป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่สาเหตุส่วนใหญ่มาจากโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง โดยผู้ป่วยสองโรคนี้เป็นสาเหตุ 70% ของโรคไตเรื้อรัง ดังนั้น จากสถานการณ์ในระดับโลกและระดับประเทศที่มีจำนวนผู้ป่วยโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงเพิ่มมากขึ้น ขณะที่การควบคุมโรคก็ยังทำไม่ได้ตามเป้าหมาย ทำให้จำนวนผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย เช่นเดียวกับผู้ป่วยที่เข้าสู่โรคไตเรื้อรังระยะที่ 5 หรือไตวายระยะสุดท้าย ที่มีประมาณปีละ 100,000 คน ซึ่งต้องเข้ารับการบำบัดทดแทนไต นำไปสู่ความทุกข์ทรมานของผู้ป่วย และภาระค่าใช้จ่ายจำนวนมากทั้งต่อตัวผู้ป่วย ครอบครัว และระบบสาธารณสุขของประเทศ

ภาพประกอบข่าว

“Service Plan” กลไกการดูแลรักษาที่ครอบคลุม ไร้รอยต่อ

ที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุขมีการพัฒนาระบบบริการสุขภาพ (Service Plan) ในแต่ละสาขา สำหรับสาขาไต ได้มุ่งเน้นที่การรักษา โดยเมื่อผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3 ขึ้นไป จะเข้าสู่กระบวนการชะลอไตเสื่อม และเมื่อเข้าสู่ระยะสุดท้ายจะต้องเข้ารับการบำบัดทดแทนไต ไม่ว่าจะเป็นการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมหรือการล้างไตทางช่องท้อง ซึ่งได้มีการออกแบบระบบสุขภาพที่ไร้รอยต่อ ทำให้ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังสามารถเข้าถึงบริการในพื้นที่ของตนเองได้ด้วยกลไกของการพัฒนาระบบบริการสุขภาพ (Service Plan) ที่มีศักยภาพและได้มาตรฐาน

สำหรับประชาชนทั่วไปที่มีปัจจัยเสี่ยง แต่ยังไม่ป่วยเป็นโรคไต สามารถเข้ารับความรู้เบื้องต้น เพื่อปรับพฤติกรรมสุขภาพได้ที่ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.)

ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ระยะที่ 1 – 2 สามารถเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลชุมชน โดยมีแพทย์ทั่วไปหรือแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว เป็นผู้ดูแล

ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ระยะที่ 3 – 4 สามารถเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลชุมชนขนาดใหญ่ โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป โดยมีอายุรแพทย์ เป็นผู้ดูแล

ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ระยะที่ 5 คือ ไตวายระยะสุดท้าย สามารถเข้ารับการบำบัดทดแทนไตที่โรงพยาบาลชุมชนขนาดใหญ่ โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป โดยมีอายุรแพทย์โรคไตเป็นผู้ดูแล

แต่แม้กระทรวงสาธารณสุขจะมีระบบบริการที่ครอบคลุมทุกระดับ ทำให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลแบบครบวงจร แต่จากจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มมากขึ้นทุกปี หากใช้วิธีการแค่ ‘ตั้งรับ’ อาจจะแก้ไขปัญหาได้ไม่ทัน

“แน่นอนตรงนี้เป็นปลายเหตุ เป็นกลางน้ำ ปลายน้ำ ซึ่งถ้าอยากให้ผู้ป่วยน้อยลงในระยะยาว เราต้องมาทำเรื่องต้นน้ำ คือ ค้นหา คัดกรองคนที่ยังไม่มีอาการ คนที่เป็นกลุ่มเสี่ยง ให้รู้เร็ว รักษาเร็ว ถ้ารู้แล้วก็ส่งต่อให้เข้าสู่ระบบการรักษาที่เป็นเครือข่ายที่วางระบบไว้” นพ.พิเชษฐกล่าว

“โครงการคนไทย 7.2 ล้านคน รู้ค่าความเสี่ยงโรคไตฯ” กลยุทธ์เชิงรุก เพื่อป้องกันไตวาย

ในโอกาสที่ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จะทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 72 พรรษา ในปี พ.ศ. 2570 กระทรวงสาธารณสุข จึงได้จัด ‘โครงการคนไทย 7.2 ล้านคน รู้ค่าความเสี่ยงโรคไต ภายใต้โครงการป้องกันโรคไต อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ปีงบประมาณ  พ.ศ. 2568’  เพื่อให้คนไทยหันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพของไตมากขึ้น โดยมุ่งเน้น 5 กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง ที่จะเกิดไตวายเรื้อรัง ได้แก่ ผู้ป่วยเบาหวาน, ความดันโลหิตสูง, นิ่วในไต, โรคเก๊าท์ และผู้ที่รับประทาน ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs เป็นประจำ ซึ่งมีจำนวนรวมประมาณ 7.2 ล้านคนทั่วประเทศ

โดยจะส่งทีมบุคลากรทางการแพทย์และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หรือ อสม. ออกค้นหาและคัดกรองด้วยการตรวจเลือดและตรวจปัสสาวะผู้ป่วยในทุกพื้นที่ พร้อมทั้งส่งผู้ที่พบความเสี่ยงโรคไตเรื้อรังเข้ารับการตรวจโดยละเอียดที่โรงพยาบาล

ภาพประกอบข่าว

“อย่างที่เรียนตอนต้นว่า สถานการณ์คือผู้ป่วยโรคไตจำนวนมากขึ้น แล้วจำนวนหนึ่งก็ไม่ทราบว่า  เป็นโรคไตแล้ว เพราะว่าข้อสำคัญคือโรคไตระยะแรกๆ ไม่มีอาการ เหมือนกับโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง  หากไม่มีการวัดหรือคัดกรอง ก็จะไม่ได้เข้าสู่ระบบการรักษา ในอนาคตที่เราต้องช่วยกันทำให้มากขึ้น คือ การรณรงค์ให้คนมีความตระหนักรู้ว่าเรื่องไตนั้นสำคัญ ต้องรู้ค่าไตของตัวเอง รู้ว่าไตตัวเองเป็นอย่างไร เพื่อจะได้กลับมาดูแลสุขภาพไตของตัวเอง ตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วนในเวลานี้ แล้วกระบวนการดูแลสุขภาพดูแลไตก็จะเกิดขึ้นทันที”  นพ.พิเชษฐกล่าว

พฤติกรรมแบบไหน…ไตปลอดภัย ไม่เสื่อม

นพ.พิเชษฐ ให้คำแนะนำง่ายๆ สำหรับประชาชนทุกคน เพื่อป้องกันตัวเองให้ห่างไกลจากโรคไตเรื้อรัง และมีสุขภาพที่ดี ได้แก่ เรื่องของการมีพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสม จำง่ายๆ เรื่องอาหารสำคัญที่สุด คือ ลดอาหารหวาน มัน เค็ม อาหารรสจัด และอาหารแปรรูป ซึ่งจะนำไปสู่โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูงได้

นอกจากนี้ ควรดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 8 – 10 แก้ว หรือ 1.5 – 2 ลิตร เพื่อช่วยให้ไตทำงานดีขึ้น ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เช่น การเดินเร็ว อย่างน้อยครั้งละ 30 นาที สัปดาห์ละ 3 – 5 ครั้ง รวมถึงการควบคุมน้ำหนัก เบาหวาน และความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ไม่เกิน 130/80 มิลลิเมตรปรอท หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า เพราะจะทำลายหลอดเลือด และไตทำงานแย่ลง พร้อมทั้งตระหนักถึงการใช้ยาอย่างเหมาะสม

ดังเช่นที่ นพ.พิเชษฐกล่าวว่า “อยากจะให้ทุกคนตระหนักถึงการใช้ยาอย่างเหมาะสม คือ ใช้เท่าที่จำเป็น ถ้าใช้ต้องใช้ด้วยความรู้เท่าทัน อย่าหลงเชื่อโฆษณาต่างๆ รวมถึงการกินอาหารเสริม ที่สำคัญคือ ยาแก้ปวดบางกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่ม NSAIDs ควรใช้แค่เป็นครั้งเป็นคราวและไม่ทานติดต่อกันเป็นเวลานาน ถ้าจำเป็นต้องใช้ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร เพื่อจะได้รับคำแนะนำที่ถูกต้องเหมาะสม มิฉะนั้นไตเราอาจจะเสื่อมโดยไม่รู้ตัว”

ทั้งหมดนี้ คือ ความมุ่งมั่นของกระทรวงสาธารณสุข ตลอดจนบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขที่มุ่งหวังให้คนไทยมีสุขภาพดี

“การมีความรู้ความเข้าใจด้านสุขภาพ และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน คือก้าวสำคัญที่จะช่วยให้คนไทยทุกคนมีไตที่แข็งแรง พร้อมกันนี้ ขอเชิญชวนประชาชน 5 กลุ่มเสี่ยงเข้ารับการตรวจคัดกรองโรคไต ที่โรงพยาบาลหรือสถานบริการใกล้บ้าน เพื่อให้ห่างไกลจากภาวะไตวายในระยะยาว และร่วมกันสร้างระบบสาธารณสุขไทยให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น” นพ.พิเชษฐกล่าวทิ้งท้าย

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่