คาดปี 69 จีดีพีเกษตรดีขึ้น ขยายตัว 2.0-3.0 ทุบสถิติใหม่ในรอบ 3 ปี

ภาคเกษตรถือเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทย แต่ปัจจุบันประเทศไทยต้องเผชิญความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความขัดแย้งระหว่างประเทศ เทคโนโลยีที่เปลี่ยนเร็ว รวมทั้งกติกาเรื่องของภาษีระหว่างประเทศที่ยังไม่แน่นอน ดังนั้นไทยจึงจำเป็นต้องเร่งปรับตัวเชิงนโยบาย บริหารจัดการ และนำนวัตกรรมมายกระดับการผลิต เพื่อพลิกเกษตรไทยให้ก้าวทันโลกยุคดิจิทัล
อย่างไรก็ตามแนวโน้มเศรษฐกิจผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศภาคเกษตร (จีดีพีเกษตร) ในปี 2569 คาดว่าจะดีขึ้น เนื่องจากปริมาณน้ำและแหล่งน้ำธรรมชาติ รวมทั้งน้ำต้นทุนที่เพิ่มขึ้นมาก จากฝนที่ตกอย่างต่อเนื่องในช่วงปลายปี 2568 เป็นผลดีต่อการเพาะปลูกและการเจริญเติบโตของพืชในช่วงฤดูแล้ง รวมถึงการเพาะปลูกในรอบถัดไป ส่งผลให้จีดีพีเกษตร ขยายตัวอยู่ในช่วงร้อยละ 2.0-3.0 หรือมีมูลค่า 723,200-730,300 ล้านบาท หากเป็นไปตามที่คาดจะเป็นสถิติใหม่ ในรอบ 3 ปี เนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวย ปริมาณนํ้าฝนที่มีมากกว่าในปี 2568 คาดจะทำให้เกษตรกรมีผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น

คาดปี 69 จีดีพีเกษตรดีขึ้น ขยายตัว 2.0-3.0 ทุบสถิติใหม่ในรอบ 3 ปี
สาขาพืช 2569 คาดว่าจะขยายตัวอยู่ในช่วงร้อยละ 25 - 35 โดยสินค้าพืชที่ผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวนาปี ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อยโรงงาน สับปะรดโรงงาน ยางพารา ปาล์ม น้ำมัน ลำไย ทุเรียน มังคุด และเงาะ โดยข้าวนาปี คาดว่าผลผลิตจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากสภาพอาการเอื้ออำนวยปริมาณน้ำฝนมีเพียงพอต่อการเพาะปลูกและการเจริญเติบโตของต้นข้าว คาดว่าผลผลิตต่อไร่จะเพิ่มขึ้นและส่งผลให้ผลผลิตภาพรวมทั้งประเทศเพิ่มขึ้น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ คาดว่าผลผลิตจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากผลผลิตต่อไร่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
อ้อยโรงงาน คาดว่าผลผลิตจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากราคาอ้อยยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดีกว่าสินค้าเกษตรชนิดอื่นประกอบกับภาครัฐมีมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรขาวไร่อ้อย รวมถึงการส่งเสริมของโรงงานน้ำตาลทราย ซึ่งเป็นแรงจูงใจให้เกษตรกรขยายพื้นที่เพาะปลูก สับปะรดโรงงาน คาดว่าผลผลิตจะเพิ่มขึ้นเนื่องจากปริมาณฝนที่เพิ่มขึ้น ทำให้มีน้ำเพียงพอต่อการเพาะปลูก ส่งผลให้ต้นสับปะรดสมบูรณ์และสามารถบังคับออกผลได้ ประกอบกับราคาสับปะรดที่ปรับตัวสูงของตลาดทั้งภายในประเทศและต่างประเทศยังมีอย่างต่อเนื่องทำให้เกษตรกรมีการดูแลเอาในใส่มากขึ้นส่วนสินค้าสาขาพืชที่มีผลผลิตลดลงได้แก่ ข้าวนาปรัง และมันสำปะหลัง
สาขาปศุสัตว์สาขาปศุสัตว์ คาดว่าจะขยายตัวอยู่ในช่วงร้อยละ 1.0 - 2.0 โดยสินค้าปศุสัตว์ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ได้แก่ สุกร ไก่เนื้อ ไข่ไก่ โคเนื้อ และน้ำนมดิบ โดยสุกร คาดว่าจะมีผลผลิตเพิ่มชื้นเล็กน้อย เนื่องจากเกษตรกรยังคงรักษาระดับการผลิตจากภาวะต้นทุนที่อยู่ในเกณฑ์สูง รวมถึงนโยบาย ด้านภาษีของสหรัฐอเมริกาที่อาจส่งผลให้เกษตรกรชะลอการขยายกำลังการผลิต ทำให้ปริมาณการผลิตสุกรในภาพรวมเพิ่มขึ้นเล็กน้อยไก่เนื้อ คาดว่าจะมีผลผลิตเพิ่มขึ้นเนื่องจากความต้องการบริโภคในประเทศที่เพิ่มขึ้นและความต้องการบริโภคเนื้อไก่ของต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น ไข่ไก่ คาดว่าจะมีผลผลิตเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเนื่องจากความต้องการบริโภคในประเทศเพิ่มขึ้น และขยายการผลิตเพื่อรองรับความต้องการของต่างประเทศโคเนื้อ คาดว่าจะมีผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากนโยบายการส่งเสริมการเลี้ยงโคเนื้อ รวมถึงการเจรจาเพื่อขยายการส่งออกโคเนื้อมีชีวิตและผลิตภัณฑ์ไปยังตลาดต่างประเทศ และน้ำนมดิบ คาดว่าจะมีผลผลิตเพิ่มขึ้นเนื่องจากแม่โครีดนมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามโคสาวที่เข้ามาทดแทน เกษตรกรมีการปรับตัวโดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาปรับใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพของน้ำนมดิบ รวมถึงการป้องกันโรคระบาดสัตว์ทำให้ปริมาณน้ำนมดิบรวมทั้งประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
สาขาประมง คาดว่าจะขยายตัวอยู่ในช่วงร้อยละ 0.3 - 1.3 โดยผลผลิตกุ้งขาวแวนนาไม คาดว่าจะใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจมีการฟื้นตัวอย่างช้า ๆ ประกาศภาครัฐมีการส่งเสริมให้เกษตรกรวางแผนการผลิตเพื่อให้ได้กุ้งตรงตามขนาดที่ตลาดต้องการ และบริหารผลผลิตให้เหมาะสมกับฤดูการผลิต เพื่อลดปัญหาผลผลิตล้นตลาด รวมทั้งส่งเสริมการใช้สาม กุ้งที่เจริญเติบโตดีและทนทานต่อเชื้อก่อโรค และมีการจัดการฟาร์มอย่างยั่งยืน จูงใจให้เกษตรปรับเพิ่มอัตราการปล่อยลูกกุ้ง ส่งผลให้ผลผลิตกุ้งต่อรอบการเลี้ยงเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ผลกุ้ง ยังคงมีปัจจัยเสี่ยงจากโรคระบาด และต้นทุนการผลิตที่ยังผันผวนทั้งราคาอาหารสัตว์น้ำ ราคากลางและราคาลูกกุ้ง สำหรับผลผลิตปริมาณสัตว์น้ำขึ้นท่าเทียบเรือ คาดว่าจะใกล้เคียงกับปีที่ผ่านเนื่องจากสภาพอากาศยังคงมีความแปรปรวน ส่งผลต่อความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรสัตว์น้ำและน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตหลักยังมีความผันผวน ส่วนผลผลิตประมงน้ำจืดทั้งปลานิลปลาดุกคาดว่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากปริมาณน้ำในแหล่งน้ำต่าง ๆ มีเพียงพอ และเกลา มีการบริหารจัดการฟาร์มที่ดี สินค้าประมงที่คาดว่าราคาจะลดลง ได้แก่ปลาดุกและปลานิลเนื่องจากความต้องการบริโภคลดลง
สาขาป่าไม้ คาดว่าจะขยายตัวอยู่ในช่วงร้อยละ 0.2 - 1.2 โดยไม้ยูคาลิปตัสจะเพิ่มขึ้นตามความต้องการของอุตสาหกรรมเยื่อกระดาษในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะจีนและญี่ปุ่น รวมทั้งความต้องการใช้สำหรับผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงชีวมวลยังมีอย่างต่อเนื่อง ด้านถ่านไม้คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากความต้องการใช้ภายในประเทศตามการขยายตัวของธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับภาคบริการ ด้านอาหารและการท่องเที่ยว รวมถึงการส่งออกไปยังประเทศคู่ค้าสำคัญทั้งจีนและญี่ปุ่น และรังนกยังเป็น ที่ต้องการของตลาดจีน อย่างไรก็ตาม การแข่งขันที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นจากคู่แข่งสำคัญทั้งมาเลเซีย อินโดนีเซียและเวียดนาม อาจส่งผลต่อศักยภาพการส่งออกรังนกไทยในอนาคต สำหรับไม้ยางพาราคาดว่าจะลดลงตามพื้นที่การตัดโค่นสวนยางพาราเก่าและปลูกทดแทนด้วยยางพาราพันธุ์ดีหรือพืชเศรษฐกิจอื่น ประกอบกับราคายางพารามีแนวโน้มอยู่ในเกณฑ์ดี ส่งผลให้เกษตรกรตัดโค่นไม้ยางพาราลดลง รวมถึงแนวโน้มการส่งออกไปยังจีนซึ่งเป็นผู้ค้าหลักลดลง ส่วนผลผลิตครั่งมีแนวโน้มทรงตัว แต่ยังคงต้องเฝ้าระวังผลกระทบจากความแปรปรวนของสภาพอากาศ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเจริญเติบโตของครั่ง
อย่างไรก็ตามยังคงมีหลายปัจจัยที่จะกำหนดทิศทางภาคการเกษตรอีกหลายปัจจัย เช่น การดำเนินนโยบายของภาครัฐในการขับเคลื่อนการพัฒนาภาคเกษตรและแก้ไขปัญหา ด้านการเกษตรอย่างต่อเนื่อง การพัฒนาระบบโลจิสติกส์สินค้าเกษตรการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำทั้งระบบ การควบคุมและเฝ้าระวังโรคระบาดในพืชและสัตว์ ตลอดจนการเตรียมพร้อมรับมือต่อความแปรปรวนของสภาพอากาศและสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ