ภาพรวมปี 2568 ภาคการเกษตรขยายตัวร้อยละ 3.3

ปริมาณฝนที่เพิ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายปี 2567 ต่อเนื่องมาถึงช่วงต้นปี 2568 ส่งผลให้มีปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำและแหล่งน้ำตามธรรมชาติมากกว่าปีที่ 2567 ผ่านมา เพียงพอสำหรับการเพาะปลูกพืชในช่วงฤดูแล้งประกอบกับสภาพอากาศโดยทั่วไปเอื้ออำนวยต่อการเจริญเติบโตของพืชไม่ประสบภาวะภัยแล้งหรือฝนทิ้งช่วงทำให้เกษตรกรมีการขยายพื้นที่เพาะปลูกในพื้นที่ที่เคยปล่อยว่าง และสามารถทำการเพาะปลูกได้มากกว่า ปีที่ผ่านมา การบริหารจัดการแปลงและฟาร์มที่ดีขึ้น มีการบำรุงดูแลและเฝ้าระวังโรคอย่างต่อเนื่อง ควบคุมโรคระบาดในพืชและสัตว์ได้ดี ส่งผลให้ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรปี 2568 ขยายตัวร้อยละ 3.3 เมื่อเทียบกับปี 2567 โดยสาขาพืชสาขาปศุสัตว์ สาขาบริการทางการเกษตร และสาขาป่าไม้ ขยายตัว ขณะที่สาขาประมงยังหดตัว
ปัจจัยบวก ที่สนับสนุนการเติบโต ได้แก่ ปริมาณฝนที่เพิ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายปี 2567 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2568 ส่งผลให้มีปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำและแหล่งน้ำตามธรรมชาติเพียงพอสำหรับการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ประกอบกับสภาพอากาศโดยทั่วไปเอื้ออำนวย ไม่ประสบภัยแล้งรุนแรง ทำให้เกษตรกรขยายพื้นที่เพาะปลูกในพื้นที่ที่เคยปล่อยว่าง นอกจากนี้การบริหารจัดการแปลงและฟาร์มที่ดีขึ้น ช่วยให้ควบคุมโรคระบาดได้ดี รวมถึงนโยบายภาครัฐในการขับเคลื่อนการพัฒนาภาคเกษตร การบริหารจัดการน้ำ และการส่งเสริมเทคโนโลยีช่วยยกระดับการผลิตอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนเศรษฐกิจไทยยังขยายตัวจากการบริโภคและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้ความต้องการสินค้าเกษตรและอาหารเพิ่มขึ้น

ภาพรวมปี2568 ภาคการเกษตรขยายตัวร้อยละ 3.3
สำหรับรายละเอียดในรายสาขา ประกอบด้วย สาขาพืช ขยายตัวร้อยละ 4.6 พืชสำคัญที่มีผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวนาปรัง เพิ่มขึ้นจากน้ำต้นทุนที่เพียงพอ เกษตรกรขยายพื้นที่ปลูกทั้งในและนอกเขตชลประทาน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หลายพื้นที่เกษตรกรสามารถปลูกได้ 2 รอบ และมีการปรับเปลี่ยนพื้นที่จากมันสำปะหลังมาปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพิ่มขึ้น อ้อยโรงงาน เพิ่มขึ้นจากสภาพอากาศดีและนโยบายส่งเสริมเครื่องจักรกล
สับปะรดปัตตาเวีย เพิ่มขึ้นจากปริมาณฝนและอุณหภูมิที่เหมาะสม ยางพารา เพิ่มขึ้นจากสภาพอากาศเอื้ออำนวยและราคาปีที่ผ่านมาจูงใจ ปาล์มน้ำมัน เพิ่มขึ้นจากพื้นที่ปลูกใหม่เริ่มให้ผลผลิต ลำไย ทุเรียน มังคุด และเงาะ ผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากสภาพอากาศเหมาะสมและปริมาณน้ำเพียงพอ เอื้อต่อการออกดอกติดผล โดยเฉพาะทุเรียนที่มีการขยายพื้นที่ปลูกมาก ส่วนพืชที่มีผลผลิตลดลง ได้แก่ ข้าวนาปี ลดลงจากราคาที่ไม่จูงใจและปัญหาน้ำท่วมในบางพื้นที่ และ มันสำปะหลัง ลดลงจากปัญหาการขาดแคลนท่อนพันธุ์ เนื่องจากภัยแล้งในช่วงต้นปี 2567 และบางพื้นที่ยังพบโรคใบด่าง
สำหรับพืชที่มีผลผลิตลดลง ได้แก่ ข้าวนาปี และมันสำปะหลัง โดย ข้าวนาปี ผลผลิตลดลงเล็กน้อยหรือทรงตัวเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา เนื่องจากราคาที่เกษตรกรขายได้ไม่จูงใจให้เกษตรกรทำการเพาะปลูกทำให้มีเนื้อที่เพาะปลูกลดลง โดยบางพื้นที่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือปรับเปลี่ยนไปปลูกอ้อยโรงงาน ที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า ประกอบกับพื้นที่ทางภาคเหนือประสบอุทกภัยและเกิดน้ำท่วมขัง ทำให้ผลผลิตบางส่วนได้รับความเสียหาย และพื้นที่รับน้ำในภาคกลางสามารถทำการเพาะปลูกข้าวได้รอบเดียว และมันสำปะหลัง ผลผลิตลดลง เนื่องจากภาวะแล้งในช่วงต้นปี 2567ทำให้ท่อนพันธุ์ที่รอปลูกในบีเพาะปลูก 2567/68 แห้งตาย ส่งผลให้ท่อนพันธุ์ขาดแคลน เกษตรกร จึงปรับเปลี่ยนไปปลูกอ้อยโรงงาน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และยางพารา และในหลายพื้นที่ยังมีการระบาดของโรคใบด่างอย่างต่อเนื่อง ทำให้ต้นมันสำปะหลังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ บางส่วนยืนต้นตาย ไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิดได้
สาขาปศุสัตว์ในปี 2568 ขยายตัวร้อยละ 0.5 เมื่อเทียบกับปี 2567 โดยสินค้าปศุสัตว์ที่มีผลผลิตเพิ่มขึ้นได้แก่ ไก่เนื้อ ผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีการขยายการผลิตเพื่อรองรับความต้องการบริโภคที่เพิ่มขึ้นทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ สุกร ผลผลิตเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากปริมาณการเลียงสุกรที่เพิ่มขึ้นและเกษตรกรมีการบริหารจัดการฟาร์มสุกรที่มีมาตรฐานการผลิตเพิ่มขึ้น ไข่ไก่ ผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากเกษตรกรชะลอการปลดระวางแม่ไก่ไข่ตามเกณฑ์อายุที่เหมาะสม ซึ่งเป็นผลจากสถานการณ์ชายแดนไทย - กัมพูชทำให้การส่งออกแม่ไก่ไข่ปลดระวางหยุดชะงัก และมีแม่ไก่ไข่คงค้างในประเทศจำนวนมาก ส่งผลให้มีปริมาณไขไก่เพิ่มขึ้น และน้ำนมดิบ ผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมมีการพัฒนาระบบการเลี้ยงและพันธุ์โคนม รวมทั้งสามารถจัดการฟาร์มได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้การผลิตน้ำนมดิบมีปริมาณและคุณภาพเพิ่มขึ้น สำหรับสินค้าปสุสัตว์ที่มีผลผลิตลดลง คือ โคเนื้อ เนื่องจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ทำให้เกษตรประสบภาวะขาดทุน บางส่วนไม่ขยายการผลิต และเลิกเลี้ยง
สาขาประมง ปี 2568 หดตัวร้อยละ 1.0 เมื่อเทียบกับปี 2567 โดยกุ้งขาวแวนนาโมผลผลิตลดลง เนื่องจากสภาพอากาศแปรปรวน โดยปริมาณน้ำฝนที่มากกว่าปกติและความผันผวนของอุณหภูมิ ทำให้คุณภาพน้ำในบ่อเลี้ยงไม่เหมาะสม กุ้งเจริญเติบโตช้า และเกิดปัญหากุ้งน็อคน้ำตาย ส่งผลให้ผลผลิตต่อรอบการเลี้ยงลดลง นอกจากนี้ ต้นทุนการผลิตที่อยู่ในระดับสูงยังเป็นแรงกดต้นให้เกษตรกรลดอัตราการปล่อยลูกกุ้ง ส่งผลให้ผลผลิตลดลง สัตว์น้ำที่นำขึ้นท่าเทียบเรือ ผลผลิตลดลงโดยเฉพาะในภาคใต้ เนื่องจากสภาพอากาศแปรปรวน ส่งผลให้ผู้ประกอบการออกเรือจับสัตว์น้ำสดลงประกอบกับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งเป็นต้นทุนการผลิตหลักของการทำประมงทะเลยังคงอยู่ในระดับสูงและปลานิลและปลาตุก ผลผลิตลดลง เนื่องจากราคาอาหารสัตว์น้ำซึ่งเป็นต้นทุนการผลิตหลักทรงตัวอยู่ในระดับสูง ประกอบกับราคาขายไม่จูงใจ ส่งผลให้เกษตรกรปรับลดปริมาณการปล่อยลูกพันธุ์ปลาทำให้ปริมาณผลผลิตลดลง
ด้านการส่งออกส่วนสินค้าประมงและผลิตภัณฑ์ที่มีปริมาณและมูลค่าส่งออกลดลงในเดือนมกราคม - กันยายน 2568เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567 ได้แก่ ปลาและผลิตภัณฑ์ มีปริมาณและมูลค่าส่งออกลดลงเนื่องจากประเทศคู่ค้าสำคัญ ได้แก่ ญี่ปุ่น เวียดนาม และสหรัฐอเมริกา มีความต้องการลดลง ปลาหมึกและผลิตภัณฑ์ มีปริมาณและมูลค่าส่งออกลดลง เนื่องจากตลาดส่งออกที่สำคัญอย่างอิตาลีและญี่ปุ่น มีความต้องการลดลง และกุ้งและผลิตภัณฑ์ มีปริมาณและมูลค่าส่งออกลดลง เนื่องจากประเทศคู่ค้าสำคัญอย่างสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นมีความต้องการนำเข้าลดลง ประกอบกับผลผลิตกุ้งของผู้ผลิตรายใหญ่เช่น เอกวาดอร์ อินเดีย มีปริมาณเพิ่มขึ้น ในขณะที่ความต้องการของผู้บริโภคยังคงทรงตัวทำให้มีการแข่งขันในตลาดส่งออกสูง
สาขาป่าไม้ในปี 2568 ขยายตัวร้อยละ 1.3 เมื่อเทียบกับปี 2567 โดยผลผลิตสินค้าป่าไม้สำคัญ ที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ ไม้ยูคาลิปตัส ถ่านไม้ และรังนก โดยไม้ยูคาลิปตัสเป็นที่ต้องการของอุตสาหกรรมการผลิตเยื่อกระดาษทั้งในประเทศและต่างประเทศ มีการส่งออกไปยังคู่ค้าสำคัญทั้งจีน และญี่ปุ่นสำหรับถ่านไม้เพิ่มขึ้น เนื่องจากความต้องการนำเข้าของจีน ศรีลังกา และออสเตรเลีย ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงความต้องการใช้ของภาคบริการภายในประเทศที่ยังมีอย่างต่อเนื่อง และผลผลิตรังนกที่มีคุณภาพสูง ยังเป็นที่ต้องการของอุตสาหกรรมแปรรูปรังนกทั้งภายในและภายนอกประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคชาวจีนขณะที่ไม้ยางพารามีผลผลิตลดลงตามพื้นที่เป้าหมายการตัดโค่นพื้นที่สวนยางพาราเก่าและปลูกทดแทน ด้วยยางพาราพันธุ์ดีหรือพืชเศรษฐกิจอื่นของการยางแห่งประเทศไทย ประกอบกับความต้องการใช้ในอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ของจีนที่ชะลอตัวลง สำหรับผลผลิตครั้งลดลง เนื่องจากได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศที่แปรปรวน
สุดท้ายเป็นสาขาบริการทางการเกษตรในปี 2568 ขยายตัวร้อยละ 2.6 เมื่อเทียบกับปี 2567 เนื่องจากฝนที่ตกต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงปลายปี 2567 ถึงช่วงกลางปี 2568 ทำให้มีปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำและแหล่งน้ำธรรมชาติ รวมถึงน้ำต้นทุนเพียงพอสำหรับการเพาะปลูกในช่วงต้นปี 2568 ประกอบกับสภาพอากาศโดยทั่วไปเอื้ออำนวยต่อการเจริญเติบโตของพืช และช่วงต้นฤดูเพาะปลูกไม่ประสบภาวะฝนทิ้งช่วง ทำให้เกษตรกร มีการเพิ่มรอบการเพาะปลูก และขยายพื้นที่เพาะปลูกในพื้นที่ที่เคยปล่อยว่าง ส่งผลให้กิจกรรมการจ้างบริการเตรียมดินและเก็บเกี่ยวผลผลิตพืชที่สำคัญเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะข้าวนาปรัง อ้อยโรงงาน ข้าวโพดลี้ยงสัตว์และสับปะรดปัตตาเวีย
อย่างไรก็ตามแม้ภาพรวมจะมีการขยายตัว แต่ยังมี ปัจจัยลบจากพายุและภัยธรรมชาติที่ส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตร โดยเฉพาะอิทธิพลของพายุตั้งแต่เดือนกรกฎาคม – พฤศจิกายน 2568 อาทิ พายุ “วิภา” และ “คาจิกิ” ทำให้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ภาคเหนือภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และภาคกลาง ส่งผลให้ผลผลิตสินค้าเกษตรบางส่วนเสียหาย รวมถึงมาตรการกีดกันทางการค้าที่เข้มงวด นโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกา ความขัดแย้งระหว่างประเทศ และค่าเงินบาทที่มีทิศทางแข็งค่า ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน